โครงการถวายพระพรออนไลน์เฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา

เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนชาวไทยได้ลงนามถวายพระพรออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ www.welovekingonline.com

ผลการคัดเลือกบุคคลเป็นลูกจ้างชั่วคราว

ผลการคัดเลือกบุคคลเป็นลูกจ้างชั่วคราวปฏิบัติงานโครงการสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม พ.ศ. 2555

โครงการสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม

สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้จัดทำสำมะโนธุรกิจทางการค้าและธุรกิจทางการบริการ และสำมะโน อุตสาหกรรมทุก 10 ปี ตามข้อเสนอแนะขององค์การสหประชาชาติ เพื่อให้ประเทศมีข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญทางด้านธุรกิจทางการค้า ธุรกิจทางการบริการ และอุตสาหกรรมการผลิตมาอย่างต่อเนื่อง

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผลสำรวจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผลสำรวจ แสดงบทความทั้งหมด

4 พฤศจิกายน 2554

ภาวะการทำงานของประชากรจังหวัดสุรินทร์ ไตรมาส 1/2554

ผลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรจังหวัดสุรินทร์ ระหว่างเดือนมกราคม – มีนาคม 2554 ซึ่งเป็นการสำรวจไตรมาสที่ 1 ของช่วงปี พบว่าจังหวัดสุรินทร์มีจำนวนประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 1,132,373 คน เป็นผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงาน 747,216 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 66.0 ของประชากร เป็นผู้ที่ไม่อยู่ในกำลังแรงงาน 385,112 คน คิดเป็นร้อยละ 34.0
สำหรับกลุ่มผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงานทั้งหมด 747,261 คน นั้นแยกได้เป็น
  1. ผู้มีงานทำ จำนวน 719,609 คน คิดเป็นร้อยละ 96.3 ของผู้อยู่ในกำลังแรงงาน
  2. ผู้ว่างงาน ซึ่งหมายถึงผู้ไม่มีงานทำและพร้อมที่จะทำงานมีจำนวน 6,360  คน คิดเป็น    ร้อยละ 0.9
  3. ผู้ที่รอฤดูกาล ซึ่งหมายถึงผู้ที่ไม่ได้ทำงานและไม่พร้อมที่จะทำงาน เนื่องจากจะรอทำงาน ในฤดูกาลต่อไป มีจำนวน 21,292 คิดเป็นร้อยละ 2.8

16 กันยายน 2554

หนี้1.36แสนต่อครัวเรือน'นอกระบบ'หด

สำนักงานสถิติแห่งชาติเปิดผลสำรวจครัวเรือน ครึ่งปี 2554 พบ 57% เป็นหนี้ โดยเฉลี่ย 136,562 บาทต่อครัวเรือน แต่ไม่น่าห่วงเพราะส่วนใหญ่เป็นหนี้ในระบบ รายได้ยังสูงกว่าค่าใช้จ่าย 

รายงานข่าวจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) เปิดเผยถึงผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนช่วง 6 เดือนแรกปี 2554 ว่า ครัวเรือน 56.9% มีหนี้สิน โดยมีจำนวนหนี้สินเฉลี่ย 136,562 บาทต่อครัวเรือน ซึ่งส่วนใหญ่ 74.6% เป็นการก่อหนี้เพื่อใช้ในครัวเรือน คือซื้อบ้าน/ที่ดิน 36.4% ใช้ในการอุปโภคบริโภค 36.1% และหนี้เพื่อใช้ในการศึกษา 2.1% ขณะที่หนี้ใช้ทำการเกษตรจะสูงกว่าใช้ทำธุรกิจถึง 4.5% ซึ่งส่วนใหญ่ครัวเรือนจะเป็นหนี้ในระบบ โดยมีครัวเรือนที่มีหนี้ในระบบอย่างเดียว 87.9% และครัวเรือนที่มีหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ 6.1% สำหรับครัวเรือนที่มีหนี้นอกระบบอย่างเดียวมีเพียง 6.0% และพบว่าจำนวนเงินเฉลี่ยที่เป็นหนี้ในระบบสูงกว่านอกระบบถึง 32 เท่า 

ทั้งนี้ ในส่วนของรายได้ครัวเรือนพบว่า ครัวเรือนทั่วประ เทศมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 23,544 บาท ส่วนใหญ่เป็นรายได้จากการทำงาน 71.9% จากการทำธุรกิจ 20.4% และจากการทำการเกษตร 12.8% ส่วนค่าใช้จ่ายมีเฉลี่ยเดือนละ 17,861 บาท โดยค่าใช้จ่าย 32.8% เป็นค่าอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งในจำนวนนี้มีค่าเครื่องดื่มที่เป็นแอลกอฮอล์ 0.6% รองลงมาเป็นค่าที่อยู่อาศัยและเครื่องใช้ภายในบ้าน 20.8% ใช้เกี่ยวกับการเดินทางและยานพาหนะ 19.1% ใช้ส่วนบุคคล/เครื่องนุ่งห่มและรองเท้า 6.5% ในการสื่อสาร 3.1% เป็นต้น 

เมื่อเปรียบเทียบอัตราการเปลี่ยนแปลงของรายได้ ค่าใช้จ่าย และหนี้สินของครัวเรือนทั่วประเทศ ปี 2552-54 พบว่าเพิ่มขึ้น แต่มีอัตราการเพิ่มที่แตกต่างกัน โดยรายได้มีอัตราการเพิ่มขึ้นมากกว่าค่าใช้จ่าย 6.1% และ 5.0% ต่อปี ทำให้สัดส่วนของค่าใช้จ่ายต่อรายได้ลดลงจาก 77.5% ในปี 2552 เป็น 75.9% ในปี 2554 สำหรับหนี้ของครัวเรือน พบว่าครัวเรือนที่เป็นหนี้มีจำนวนลดลง 3.3% แต่จำนวนเงินที่เป็นหนี้เพิ่มขึ้น 0.7% ส่วนความเหลื่อมล้ำของรายได้มีแนวโน้มลดลง โดยกลุ่มที่มีรายได้สูงสุดลดลง 0.1% ขณะที่กลุ่มที่มีรายได้ต่ำสุดมีส่วนแบ่งของรายได้เพิ่มขึ้น 0.5%

28 กรกฎาคม 2554

ปชช.มีความรู้โครงการชุมชนพอเพียง-แนะรัฐเน้น ศก.พอเพียง

นายวิบูลย์ทัต สุทันธนกิตติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เกี่ยวกับโครงการชุมชนพอเพียง พ.ศ.2554 ที่ดำเนินการโดยสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน สำนักงานสำนักปลัดนายกรัฐมนตรี เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วประเทศ ว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 78 ทราบเกี่ยวกับโครงการชุมชนพอเพียง จากสื่อโทรทัศน์มากที่สุด และไม่ทราบข้อมูล ร้อยละ 22 โดยประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทราบเกี่ยวกับโครงการชุมชนพอเพียง มากที่สุดถึงร้อยละ 83.1 รองลงมาเป็นภาคเหนือ ภาคใต้ กรุงเทพมหานคร และภาคกลาง ตามลำดับ
        ขณะที่การใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต พบว่า ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ประโยชน์จากปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาปรับใช้สูงที่สุดในประเทศ ร้อยละ 83.7 และกรุงเทพมหานคร มีการใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงน้อยที่สุด
        ส่วนโครงการที่ประชาชนคัดเลือกเป็นโครงการชุมชนพอเพียงในหมู่บ้าน 3 อันดับแรกคือ การเกษตร การส่งเสริมอาชีพ รายได้ และการสาธารณูปโภค เนื่องจากเห็นว่าให้ประโยชน์ด้านการสร้างงาน สร้างอาชีพมากที่สุด รองลงมา ช่วยให้คุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้น และสร้างความเข้มแข็งของชุมชนให้พึ่งพาตนเองได้
        นอกจากนี้ ยังเสนอแนะให้ภาครัฐดำเนินโครงการชุมชนพอเพียง และนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง พร้อมเร่งประชาสัมพันธ์ข่าวสารเกี่ยวกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้ทั่ว ถึง

19 กรกฎาคม 2554

ยาเสพติดปัญหาหนักอก!

สำนักงานสถิติแห่งชาติ เผย ยาเสพติดกำลังกลายเป็นปัญหาหนักอกหนักใจประชาชนมากที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ว่า ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนด้านการจัดระเบียบสังคม เพื่อเป็นข้อมูลให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้วางแผนดำเนินการและกำหนดมาตรการจัดระเบียบสังคมเพื่อให้สังคมน่าอยู่และคนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ซึ่งพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐบาลแก้ไขปัญหายาเสพติด มากสุดถึง 83.3% รองลงมาคือการทุจริตคอรัปชัน 56.4% อันดับสาม คือ อาชญากรรม 33% ตามด้วยปัญหาอบายมุข เช่น การพนัน หวยใต้ดิน 25.4% และการประพฤติผิดหรือมั่วสุมทางเพศ 25.3%

ส่วนเรื่องที่เห็นว่ารัฐบาลควรดำเนินการ 3 เรื่องแรก คือ การกวดขัน สอดส่อง ควบคุมสถานที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดยาเสพติดของคนในชุมชนหรือหมู่บ้าน 62.3% จัดให้มีสถานที่ออกกำลังกาย 58.1% และการร่วมกันของภาครัฐเพื่อกวดขันสถานที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของยาเสพติด 56.9% สถานที่ที่ประชาชนต้องการให้รัฐเข้าไปดูแลแก้ไขมากที่สุด คือ สถานบันเทิงหรือสถานบริการมีมากถึง 61.6% รองลงมาคือร้านเกมหรือร้านอินเตอร์เน็ต 53.8% แหล่งอบายมุข เช่น สถานที่รับซื้อหวยใต้ดินหรือรับพนันบอล 46% ชุมชนแออัด 30.3% หอพัก บ้านเช่า อพาร์ตเมนต์ 23.8% พื้นที่ของผู้มีอิทธิพล 23% สถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภท 15.4% และโรงแรมหรือรีสอร์ต 5.3% อย่างไรก็ตามประชาชนส่วนใหญ่ 62.4% เห็นว่ารัฐบาลต้องเข้มงวดจัดระเบียบสังคมให้น่าอยู่ มีเพียง 37.5% ที่เห็นว่าทำดีอยู่แล้ว และ 0.1% เห็นว่าเข้มงวดมากเกินไป

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์

15 กรกฎาคม 2554

เผยผลสำรวจผู้ชายภาคใต้แชมป์ 'สิงห์อมควัน'

ขณะที่ผู้หญิงใน กทม.มีอัตราการสูบบุหรี่ที่สูงขึ้นมากเมื่อ เทียบกับภาคอื่นๆ  เหตุบริษัทผลิตบุหรี่มีการผลิตบุหรี่รสชาติ ต่างๆ เช่น ช็อกโกแลต สตอเบอร์รี่...

เมื่อวันที่ 13ก.ค. ที่ รร.สยามซิตี้ มีการเสวนามาตรการควบคุมยาสูบในสถานศึกษา โดย ทพญ.ศิริวรรณพิทยรังสฤษฏ์ ผอ.ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) กล่าวว่า จากข้อมูลของศูนย์เฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยงโรคไม่ติดต่อ สำนักโรคไม่ติดต่อกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ที่สำรวจการสูบบุหรี่ในเยาวชนไทยอายุ 13-15 ปีทั่วประเทศเมื่อปี 2552 จำนวน 7,649 คน พบว่าเยาวชนสูบบุหรี่ทั้งชนิดมีควัน และไม่มีควันร้อยละ 15.6 แต่ที่น่าห่วงคือร้อยละ 28.9 คิดว่าการสูบบุหรี่ทำให้มีเพื่อนมากขึ้น และร้อยละ 8.3 คิดว่าทำให้มีเสน่ห์

อย่างไรก็ตาม ยังพบว่ามีถึงร้อยละ 75.5 ที่ต้องการเลิกบุหรี่ขณะเดียวกันเมื่อดูข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติที่ สำรวจอัตราการสูบบุหรี่ของประชากรไทยอายุ 15-24ปี ระหว่างปี2547-2552 พบว่าในกลุ่มเยาวชนอายุ 15-18ปี และกลุ่มอายุ 19-24 ปี มีอัตราการสูบบุหรี่ที่สูงขึ้นโดยกลุ่มอายุ 15-18 ปี เพิ่มจากร้อยละ 7.25ในปี 2550 เป็นร้อยละ 7.62 ในปี 2552 ขณะที่ในกลุ่มอายุ19-24 ปี พบว่ามีอัตราเพิ่มขึ้นเช่นกันโดยในปี 2550อยู่ที่ร้อยละ 21.2 เพิ่มเป็นร้อยละ 22.1ในปี 2552 และเมื่อแยกอัตราการสูบบุหรี่ตามเพศ เป็นรายภาค พบว่าในเพศชายมีการสูบบุหรี่สูงที่สุดอยู่ที่ภาคใต้ร้อยละ 51.07 รองลงมาคือภาคอีสาน ร้อยละ 50.75ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องให้ความรู้และความช่วยเหลือในการเลิกบุหรี่ และทางกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ควรบรรจุเรื่องโรคที่เกี่ยวกับบุหรี่เข้าไปใน หลักสูตรการเรียนการสอนด้วย

ทพญ.ศิริ วรรณ กล่าวด้วยว่า ยังพบตัวเลขที่น่าสนใจว่าผู้หญิงใน กทม.มีอัตราการสูบบุหรี่ที่สูงขึ้นมากเมื่อ เทียบกับภาคอื่นๆ ทั้งนี้เนื่องจากบริษัทผลิตบุหรี่มีการผลิตบุหรี่รสชาติ ต่างๆ เช่น ช็อกโกแลต สตอเบอร์รี่ เพื่อหวังกลุ่มเป้าหมายไปที่ผู้หญิงโดยเฉพาะซึ่งเป็นการนำเข้าสู่ประเทศไทย อย่างผิดกฎหมายทำให้อัตราการสูบบุหรี่ของผู้หญิงกลุ่มอายุในกทม.กลุ่มอายุ 15-18ปี เพิ่มมากขึ้นจากร้อยละ 0.45 ในปี2550 เป็นร้อยละ2.05 ในปี 2552 และกลุ่มอายุ 19-24ปี เพิ่มขึ้นจากปี 2550 ที่มีร้อยละ 0.42 เป็นร้อยละ0.94 ในปี 2552

ด้านนางจุไรรัตน์ แสงบุญนำ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ศธ.ได้บรรจุเรื่องโรคที่เกี่ยวกับบุหรี่เข้าไปในหลักสูตรการเรียน การสอนแล้วและให้สถานศึกษาทุกแห่งดำเนินการและทางสำนักงานคณะกรรมการการ ศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้แจ้งขอความร่วมมือไปยังทุกเขตพื้นที่การศึกษาแล้ว

6 กรกฎาคม 2554

ร้องรัฐเร่งคุมราคาสินค้า

สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ได้สรุปผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับความก้าวหน้าของประเทศ พ.ศ. 2554 เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนที่ต้องการให้ภาครัฐดำเนินการจัดทำความก้าวหน้าของประเทศ รวมทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการกำหนดความก้าวหน้าของประเทศ และเพื่อเป็นข้อมูลให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปประกอบการดำเนินการต่อไป โดยได้สำรวจความคิดเห็นโดยการสุ่มตัวอย่างทั่วประเทศจำนวน 106,620 คน 
    
ทั้งนี้จากการสอบถามแนวทางที่ประชาชนต้องการให้ภาครัฐดำเนินการเรื่องความเจริญก้าวหน้าของประเทศ พบว่าประชาชนต้องการให้เข้ามาควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคมากที่สุดถึง 18.3% รองลงมาคือสร้างความปรองดองสามัคคีในสังคม 16.2% อันดับสามคือ การพัฒนาเศรษฐกิจให้ก้าวหน้าและมั่นคง 14.3 % อันดับสี่คือ พัฒนาด้านการศึกษาให้มีคุณภาพ 14% อันดับห้าคือ การสร้างความยุติธรรมและโปร่งใสในสังคม 13.4%
    
ส่วนที่ประชาชนต้องการน้อยที่สุดคือการส่งเสริมการท่องเที่ยว 0.3% รองลงมาคือการหางานรองรับนักศึกษาที่จบใหม่ 1.1% การพัฒนาเทคโนโลยีให้ก้าวหน้าเท่าเทียมนานาประเทศ 1.7% อันดับสี่คือ การแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ 1.8% และจัดการปัญหาด้านขยะชุมชนและหมู่บ้าน 1.8% 
    
สำหรับผลการสำรวจความเห็นด้านความเจริญก้าวหน้าของประเทศ 5 อันดับแรก พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ถึง 61.6% เห็นว่าเป็นด้านการศึกษาและการเรียนรู้ รองลงมาคือการทำงานและการประกอบอาชีพ 59.8% อีก 57% เห็นว่าเป็นฐานะทางเศรษฐกิจ ด้านสุขภาพมีเพียง 41.7% และที่น้อยที่สุดพบว่าเป็นเรื่องของที่อยู่อาศัยและระบบสาธารณูปโภค 33.1%
    
นอกจากนี้ความเจริญก้าวหน้าของประเทศด้านฐานะเศรษฐกิจใน 5 อันดับแรก พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 76% เห็นว่าประชาชนมีงานทำ ขณะที่ 75.2% เห็นว่าประชาชนมีรายได้มากกว่ารายจ่าย อีก 64.8% เห็นว่ามีภาระหนี้สินครัวเรือนลดลง 56.7% เห็นว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูง ขณะที่มีเพียง 41.5% เท่านั้นที่เห็นว่าค่าครองชีพของตนอยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยเฉพาะประชาชนในภาคเหนือที่เห็นด้วยน้อยที่สุดเพียง 39.8% รองลงมาคือ กท. และใต้ ที่เห็นเท่ากันคือ 40.4% ภาคอีสาน 40.6%
    
รายงานข่าวกล่าวด้วยว่า ส่วนความเจริญก้าวหน้าของประเทศด้านการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ใน 5 อันดับแรกนั้น ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าช่องว่างรายได้ระหว่างคนจนกับคนรวยลดลงจริง 69.3% รองลงมาคือ ความยากจนลดลง 65.8% ส่วนที่เห็นว่าประชาชนทุกกลุ่มได้รับโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน ทรัพยากรและการบริการของภาครัฐที่เหมาะสม มี 55% อีก 51.9% เห็นว่าการปฏิบัติของภาครัฐและสังคมที่มีต่อประชาชนเป็นไปในมาตรฐานเดียวกัน ขณะที่ 48.1% ที่เห็นว่าชุมชนและท้องถิ่นได้รับการจัดให้มีระบบสวัสดิการที่เพียงพอครอบคลุมตั้งแต่เกิดจนตายอย่างเท่าเทียมและเหมาะสม
    
อย่างไรก็ตามยังมีเรื่องความเจริญก้าวหน้าของประเทศด้านความสามัคคีและความสมานฉันท์พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 78.8% ที่เห็นว่าการไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาความขัดแย้งของคนในสังคมตามด้วยความเหลื่อมล้ำของคนในสังคมลดลง


ที่มา: http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=310&contentID=149338

23 มิถุนายน 2553

แบบสอบถามความเดือดร้อนและความต้องการของประชาชน

ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นตอบแบบสอบถามโครงการสำรวจความเดือดร้อนและความต้องการของประชาชน พ.ศ. 2553 ดังนี้
  • การตอบแบบสอบถามให้กาเครื่องหมาย ใน หรือในช่องว่างของคำถามในตาราง ที่คำตอบตรงกับความรู้สึกของท่านมากที่สุด หากคำถามใดที่ท่านคิดว่า “ ไม่พอใจ”  “ ไม่เหมาะสม”  “ ไม่เพียงพอ” หรือ “ ไม่เห็นด้วย”
    โปรดให้รายละเอียด ที่ท่านมีความคิดเห็นต่อคำถามแต่ละข้อ
  • สำหรับข้อที่ตอบได้ไม่เกิน 3 ข้อ ให้ท่านตอบในเรื่องที่ท่านคิดว่าสำคัญที่สุด
  • ขอให้ท่านส่งแบบที่บันทึกแล้วมายัง E–Mail ngamthip@nso.go.th ภายใน วันที่ 28 มิถุนายน 2553
ขอขอบคุณในความร่วมมือของท่านมา ณ โอกาสนี้
           หากท่านมีปัญหาหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับแบบสอบถาม โปรดติดต่อสำนักงานสถิติแห่งชาติ โทร 02- 143- 1431
           คุณสุจารีต โภคาพันธ์ คุณไพเราะ สิมเสมอ และคุณสมจิตร สุขสกุลณี
        ดาวน์ โหลดแบบสอบถาม
          ความเป็นมาและวัตถุประสงค์โครงการ และแผนการสุ่มตัวอย่าง

22 มิถุนายน 2553

ความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และภาวะโลกร้อน พ.ศ. 2553

สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้จัดทำสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และภาวะโลกร้อน พ.ศ. 2553 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทราบข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และภาวะโลกร้อนในด้านต่างๆ เช่น การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นโดยชุมชน/หมู่บ้าน ความพึงพอใจต่อมาตรการต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อม สาเหตุสำคัญและผลกระทบจากภาวะโลกร้อนความกังวลกับภาวะโลกร้อน กิจกรรมที่ทำเพื่อช่วยลดภาวะโลกร้อน และมาตรการที่สำคัญของภาครัฐ ตลอดจนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อลดภาวะโลกร้อน ทั้งนี้เพื่อเป็นข้อมูลให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้เป็นแนวทางในการติดตามนโยบาย ประเมินผล และปรับปรุง
การดำเนินงานต่อไป โดยสอบถามประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปทุกจังหวัด ทั่วประเทศ มีประชาชนถูกเลือกเป็นตัวอย่าง3,900 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 5 – 20 เมษายน 2553 และเสนอผลสำรวจในระดับกรุงเทพมหานคร ภาค และทั่วประเทศ ในรูปร้อยละ

บทสรุปสำหรับผู้บริหาร (418 KB)
รายงานผลการสำรวจ (1.09 MB)

18 มิถุนายน 2553

หญิงไทยแต่งงานเร็วขึ้นที่อายุโดยเฉลี่ย 22 ปี

สำนักงานสถิติแห่งชาติ เผยผลสำรวจหญิงไทยปัจจุบันแต่งงานเร็วขึ้น โดยมีอายุเฉลี่ย 22 ปี
นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานสถิติแห่งชาติ กรมอนามัย และวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันสำรวจอนามัยการเจริญพันธุ์และการดูแลสุขภาพของผู้หญิงในวัยเจริญ พันธุ์ทั่วประเทศนับตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน พบผู้หญิงไทยมีการสมรสโดยเฉลี่ยเร็วขึ้น และมีอายุน้อยลงในทุกปี คือ จากอายุเฉลี่ยที่ 23.1 ปี ในปี 2549 เป็น 22.2 ปี ในปัจจุบัน และยังพบด้วยว่า ผู้หญิงที่อยู่นอกเขตเทศบาลสมรสเร็วกว่าผู้หญิงที่อยู่ในเขตเทศบาลอยู่เสมอ นอกจากนี้ ผลการสำรวจยังพบว่า ก่อนแต่งงาน ผู้หญิงอายุ 15–49 ปีโดยเฉลี่ยทั่วประเทศ หรือสามี ได้รับข้อมูลและคำปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนครอบครัว จากบุคลากรสาธารณสุข เพียงร้อยละ 15 และได้รับการตรวจเลือดเพื่อหาทาลัสซีเมีย ร้อยละ 19.4 และหาเชื้อ HIV เพียงร้อยละ 20.9

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...