โครงการถวายพระพรออนไลน์เฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา

เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนชาวไทยได้ลงนามถวายพระพรออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ www.welovekingonline.com

ผลการคัดเลือกบุคคลเป็นลูกจ้างชั่วคราว

ผลการคัดเลือกบุคคลเป็นลูกจ้างชั่วคราวปฏิบัติงานโครงการสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม พ.ศ. 2555

โครงการสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม

สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้จัดทำสำมะโนธุรกิจทางการค้าและธุรกิจทางการบริการ และสำมะโน อุตสาหกรรมทุก 10 ปี ตามข้อเสนอแนะขององค์การสหประชาชาติ เพื่อให้ประเทศมีข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญทางด้านธุรกิจทางการค้า ธุรกิจทางการบริการ และอุตสาหกรรมการผลิตมาอย่างต่อเนื่อง

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สำมะโนประชากร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สำมะโนประชากร แสดงบทความทั้งหมด

20 เมษายน 2554

สำนักงานสถิติแห่งชาติประกาศผลสำมะโน 65.4 ล้านคน

ประชากรประเทศไทยเพิ่มแต่อัตราการเกิดลด กรุงเทพมหานครยังครองแชมป์จังหวัดที่มี
จำนวนประชากรมากที่สุดและมีความหนาแน่นของประชากรสูงสุด

นายวิบูลย์ทัต สุทันธนกิตติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผย ผลเบื้องต้นสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2553 ว่า ประเทศไทยมีจำนวนประชากร ณ วันที่ 1 กันยายน 2553 จำนวน 65.4 ล้านคน เป็นประชากรหญิง 33.3 ล้านคน (ร้อยละ 50.9) และเป็นประชากรชาย 32.1 ล้านคน (ร้อยละ 49.1) ซึ่งมากเป็นลำดับ 4 ของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รองจากประเทศอินโดนีเซีย 240 ล้านคน ฟิลิปปินส์ 92 ล้านคน และเวียดนาม 88 ล้านคน ตามลำดับ


นายวิบูลย์ทัต กล่าวว่า จากการทำสำมะโนประชากรทุก 10 ปี พบว่าประเทศไทยมีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นทุกรอบโดยอัตราการเพิ่มของประชากรแต่ละรอบแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม พบว่า อัตราการเพิ่มของประชากรในประเทศไทยได้ลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2503 เป็นต้นมา คือ อัตราการเพิ่มของประชากรในระหว่างปี 2503-2513 เป็นร้อยละ 2.70 ต่อปี ระหว่างปี 2533-2543 เป็นร้อยละ 1.05 ต่อปี และระหว่างปี 2543-2553 ลดลงเหลือร้อยละ 0.77 ตามลำดับ ซึ่งเป็นผลมาจากประเทศไทยมีอัตราการเกิดที่ลดต่ำล อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

ประเทศไทยมีจำนวนครัวเรือนทั้งสิ้น 20.3 ล้านครัวเรือน โดยมีขนาดครัวเรือนเฉลี่ย 3.2 คน ซึ่งมีขนาดเล็กลงเมื่อเทียบกับสำมะโนประชากรและเคหะ ปี 2543 ซึ่งมีขนาดครัวเรือนเฉลี่ย 3.9 คน ภาคที่มีขนาดครัวเรือนเฉลี่ยใหญ่สุด คือภาคใต้ 3.54 คน รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3.53 คน ภาคเหนือ 3.1 คน ภาคกลาง 3.0 คน และกรุงเทพมหานครมีขนาดครัวเรือนเฉลี่ยเล็กสุด 2.9 คน

ในเรื่องความหนาแน่น ประเทศไทยมีพื้นที่ประมาณ 513,120 ตารางกิโลเมตร มีความหนาแน่นของ
ประชากร โดยเฉลี่ย 127.5 คนต่อ 1 ตารางกิโลเมตร ซึ่งหนาแน่นกว่า 10 ปีที่แล้ว (118.1 คนต่อ 1 ตารางกิโลเมตร) เป็นที่ทราบกันดีว่า ประชากรมีการย้ายถิ่นฐานมาหาแหล่งงานในกรุงเทพมหานคร จังหวัดในปริมณฑล และจังหวัดใหญ่ๆ ที่มีโรงงานอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก จังหวัดที่มีความเจริญ มีสถานศึกษา โรงพยาบาล สถานบริการทางด้านสาธารณสุขการคมนาคมขนส่งสะดวกสบายจะมีประชากรอยู่กันหนาแน่น จึงส่งผลทำให้จังหวัดเหล่านี้มีความหนาแน่นของประชากรเฉลี่ยสูงขึ้น เช่นกรุงเทพมหานคร มีความหนาแน่นของประชากรสูงสุด เพิ่มจาก 4,028.9 คนต่อ 1 ตารางกิโลเมตรในปี
2543 เป็น 5,258.6 คนต่อ 1 ตารางกิโลเมตรในปี 2553 จังหวัดที่มีความหนาแน่นของประชากรโดยเฉลี่ยสูงที่สุด 10 อันดับ คือ กรุงเทพมหานคร รองลงมา คือ จังหวัดนนทบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ภูเก็ต ปทุมธานี สมุทรสงคราม นครปฐม ชลบุรี และพระนครศรีอยุธยา ตามลำดับ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ กล่าว

1 กันยายน 2553

ธุรกิจเอกชนจะได้อะไรจากการทำสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2553

                                   

การทำสำมะโนประชากรเป็นกิจกรรมที่ถูกจัดอย่างต่อเนื่องมานานในประเทศต่างๆมากกว่า 200 ประเทศ ประเทศไทยได้จัดทำสำมะโนประชากรมาแล้ว 10 ครั้ง ครั้งแรก ทำในปี พ.ศ. 2452 และใน พ.ศ. 2553 จะเป็นการทำครั้งที่ 11 นับได้ว่ามีการทำสำมะโนประชากรในประเทศไทยมาแล้วครบ 100 ปีพอดี สำหรับ “วันสำมะโนประชากร” ครั้งที่จะถึงนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติกำหนดให้เป็น วันที่ 1 กรกฎาคม 2553 ซึ่งจะใช้เป็นจุดเวลาอ้างอิงของข้อมูลแต่ละคนในการทำสำมะโนประชากรครั้งนี้ เหตุการณ์ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเวลา ไม่ว่าจะเป็นการนับอายุ การเกิด ตาย และย้ายที่อยู่จะถือเอาวันที่ 1 กรกฎาคม 2553 เป็นเกณฑ์

“การทำสำมะโนประชากร” คือ การนับจำนวนผู้คนทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย และแจกแจงว่าผู้คนเหล่านั้นมีคุณลักษณะอย่างไร เป็นชาย เป็นหญิง อายุเท่าไร มีสถานภาพสมรส การศึกษา การอ่านออกเขียนได้ การทำงานอาชีพต่างๆ การเคลื่อนย้ายถิ่นที่อยู่อย่างไร ซึ่งเป็นเสมือนการฉายภาพนิ่งของคนทั้งประเทศในเวลาเดียวกัน ข้อมูลสำมะโนประชากรฯ จึงเป็นข้อมูลระดับประเทศที่สำคัญมาก สามารถนำมาใช้ช่วยตัดสินใจของภาครัฐและเอกชน รวมถึงการนำไปใช้โดยผู้บริหารระดับต่าง ๆ ได้มากมาย ได้แก่

- ใช้วางแผนนโยบายและโครงการต่าง ๆ ที่จะมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เช่น ในพื้นที่มีเด็กมาก จำเป็นต้องมีโรงเรียน/ครู และวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันโรคของเด็กแต่ละวัยให้เพียงพอ ในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น ต้องมีสาธารณูปโภคให้เพียงพอและเหมาะสมกับจำนวนประชากร

- ใช้กำหนดประเด็นปัญหา ตั้งเป้าหมาย และติดตามความก้าวหน้าในการทำงาน ในการบริหารจัดการและประเมินโครงการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการพัฒนาครอบครัว เคหะที่อยู่อาศัย การศึกษา สุขภาพอนามัย การขนส่งคมนาคม การพัฒนาเมืองและชนบท เช่น ใช้ในการประเมินผลแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (2550-2554) เป็นต้น

- ใช้วางแผนต่อเนื่องและใช้ในงานวิชาการต่างๆ คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และนักวิชาการในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ได้นำข้อมูลตัวเลขจากสำมะโนประชากร ไปใช้เป็นข้อมูลฐานในการคาดประมาณประชากรของประเทศไทยในอนาคต ถ้าไม่มีข้อมูลแสดงภาพประชากรที่ถูกต้องเชื่อถือได้ในปัจจุบันเป็นฐาน ก็ยากที่จะคาดประมาณภาพประชากรของประเทศไทยในอนาคตให้ถูกต้องได้ เช่น ตัวเลขประมาณการนี้สามารถนำมาใช้จัดเตรียมแผนพัฒนาเศรษฐกิจกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (2555-2559) ได้ เป็นต้น

สำหรับภาคเอกชนก็สามารถนำข้อมูลจากสำมะโนประชากรไปใช้ได้ เนื่องจากสำมะโนประชากรมีจุดเด่นที่สำคัญคือ สามารถนำเสนอข้อมูลได้ถึงระดับพื้นที่ย่อย เช่น หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ภาคเอกชนสามารถใช้ข้อมูลสำมะโนประชากรฯ ประกอบการตัดสินใจตั้งร้านค้า หรือผลิตสินค้าเพื่อขาย ขณะที่ผู้บริหารองค์กรปกครองท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น อบจ. เทศบาล และอบต. ก็สามารถใช้ข้อมูลจากสำมะโนประชากรและเคหะร่วมกับข้อมูลเกี่ยวกับแหล่ง ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน วางแผนพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตนได้เช่นกัน

การร่วมผลักดันงานสำมะโนประชากรและเคหะให้บรรลุวัตถุประสงค์ สามารถนับจำนวนประชากรทุกคน รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับประชากรและที่อยู่อาศัยของประชากรได้ครบถ้วนมาก ที่สุด จึงต้องทำการรณรงค์ให้ความรู้ ความเข้าใจกับประชาชนในประเทศอย่างเร่งด่วนต่อเนื่อง เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนเห็นประโยชน์ เห็นคุณค่าของสิ่งที่จะได้รับจากการทำสำมะโนประชากรและเคหะของประเทศไทย ซึ่งภาคธุรกิจเอกชนสามารถมีส่วนร่วมในการผลักดันงานสำมะโนประชากรและเคหะ ได้ดังนี้

1. ร่วมจัดกิจกรรมเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในประเทศ รับรู้ เข้าใจ เห็นประโยชน์ เห็นคุณค่าของสำมะโนประชากร และต้องการให้ความร่วมมือให้ข้อมูล ที่เป็นจริงของตนเองและสมาชิกในครัวเรือน
2. สนับสนุนการโฆษณา ประชาสัมพันธ์สำมะโนประชากร ผ่านกล่องบรรจุผลิตภัณฑ์ ถุงพลาสติก ถุงกระดาษ และอื่น ๆ โดยใช้โลโก้ สำมะโนประชากร ถ้อยคำหรือคำขวัญสั้นๆ ให้ติดตา ติดปาก ประชากร
3. กิจกรรมอื่น ๆ ที่เห็นสมควรดำเนินงาน

ที่มา:
http://www.ipsr.mahidol.ac.th/ipsr/News/census/default.htm

31 สิงหาคม 2553

การประชุมชี้แจง สปค.53 ระดับเจ้าหน้าที่วิชาการ



สำนักงานสถิติจังหวัดสุรินทร์ จัดประชุมชี้แจงโครงการสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2553 ระดับเจ้าหน้าที่วิชาการ เมื่อวันที่ 20 -23 สิงหาคม 2553 ณ โรงแรมทองธารินทร์ พร้อมเปิดแถวขบวนรถประชาสัมพันธ์โครงการ สปค. 53 โดยมีท่านปลัดจังหวัดสุรินทร์ นายประสิทธิ์ บุญลิขิต เป็นประธานในพิธีเปิด การประชุมชี้แจงครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมประชุมชี้แจ้งจากแต่ละอำเภอซึ่งปฎิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่วิชาการ จำนวน 135 คน

ดูอับบั้มภาพกิจกรรมได้ที่
http://www.facebook.com/album.php?aid=26222&id=100001256521242&l=d3a82dd41f

21 สิงหาคม 2553

อัพเดทข้อมูลประชากร'สำมะโนคนไทย'แม่น-ชัด'พัฒนาชาติ'

"การทำสำมะโนแบบสมัยใหม่ของประเทศไทยนั้น ถือว่าเริ่มมาตั้งแต่สมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยขณะนั้นดำเนินการใน 17 มณฑลและพบว่าในตอนนั้นประเทศไทยมีประชากรอยู่ทั้งสิ้น 8,131,247 คน"...นี่เป็นข้อมูลซึ่งย้อนอดีตราว 100 ปี


เป็นข้อมูลเกี่ยวกับ "สำมะโนประชากร"ที่กำลังจะมีการ "อัพเดท"อีกครั้งเร็ว ๆ นี้...จากเอกสารของสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การทำสำมะโน หรือสำมะโนประชากรของประเทศไทย ในรูปแบบสมัยใหม่นั้น เริ่มมีขึ้นในปี 2448 โดยในตอนนั้นเรียกว่า "บัญชีพลเมือง"เพื่อให้ทราบถึงจำนวนและรายละเอียด เช่น เพศ อายุ เชื้อชาติ ฯลฯ ของคนในราชอาณาจักร ซึ่งการดำเนินการครบถ้วนและมีรายงานอย่างเป็นทางการในปี 2453 หรือครบ 100 ปีในปี 2553 นี้


ทั้งนี้ ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พระองค์ท่านทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อเหล่าปวงไทย ทรงให้ความสำคัญกับงานสถิติซึ่งมีประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งในการทำสำมะโนเกือบทุกครั้งที่ผ่านมา พระองค์ท่านได้พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้คณะผู้บริหารสำนักงานสถิติแห่ง ชาติเข้าเฝ้าฯ ถวายรายงาน และพระราชทานแนวพระราชดำริที่เป็นประโยชน์ยิ่งในการจัดทำสำมะโนประชากรและ เคหะ


นับแต่ครั้งแรกจนปัจจุบัน ประเทศไทยเคยมีการจัดทำสำมะโนประชากรแล้ว 10 ครั้ง โดยทำทุก ๆ 10 ปี ซึ่งการจัดทำครั้งที่ 1-5 ดำเนินการโดยกระทรวงมหาดไทย และตั้งแต่ครั้งที่ 6 เรื่อยมา ดำเนินการโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ รวมถึงกับครั้งที่ 11 ซึ่งตรงกับวาระ ครบรอบ 100 ปี สำมะโนประชากรประเทศไทยโดยจะมีการเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 1-30 ก.ย. 2553 อันจะเป็นการทำให้ทราบรายละเอียดประชากรไทยที่ยุคนี้มีกว่า 67 ล้านคน ทั้งในเรื่องจำนวนที่แน่ชัด เพศ อายุ การศึกษา อาชีพ ความเป็นอยู่ในด้านต่าง ๆ


ข้อมูลจำนวนและโครงสร้างของประชากรในแต่ละ พื้นที่ที่อาศัยอยู่จริง นับเป็นฐานรากที่สำคัญที่ทุกหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จำเป็นต้องใช้ ไม่ว่าจะเพื่อการจัดทำนโยบาย จัดหาบริการ จัดสวัสดิการสังคม จัดโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ รองรับให้เหมาะสม นอกจากนี้ ข้อมูลนี้ยังสามารถใช้คาดการณ์ประชากรในอนาคต ใช้เป็นกรอบการเลือกตัวอย่างในการสำรวจต่าง ๆ ดังนั้น "ความร่วมมือของประชาชน" ในการให้ข้อมูลการทำสำมะโนประชากรจึงมีความสำคัญมาก!!


จีราวรรณ บุญเพิ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติบอกว่า... จากการเก็บข้อมูลที่ผ่านมาพบว่าฐานข้อมูลประชาชนมีการเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้าง มาก การเพิ่มของจำนวนประชากรในการเก็บข้อมูลครั้งที่ผ่านมาลดลงไปอย่างมาก ซึ่งในการเก็บข้อมูลครั้งใหม่นี้ก็เชื่อว่าฐานข้อมูลประชากรจะเปลี่ยนแปลงไป อีก ประชากรของไทยเข้าสู่วัยสูงอายุมากขึ้น วันนี้ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนต้องเตรียมเรื่องการวางแผนประชากร


"ถ้ามีข้อมูลที่ชัดเจนว่าประชากรสูงอายุ เพิ่มขึ้น ในขณะที่แรงงานมีจำนวนน้อยลง รัฐบาลจะรับมืออย่างไร จะมีการเปลี่ยนทัศนคติของคนหนุ่มสาวให้มีบุตรมากขึ้นเหมือนในสิงคโปร์หรือ เปล่า สิ่งเหล่านี้ต้องวางนโยบายล่วงหน้า เพราะทุกอย่างต้องใช้เวลา" ...ผอ.สำนักงานสถิติฯ ระบุ พร้อมบอกด้วยว่า... ที่ผ่านมาการทำสำมะโนประชากรจะทำทุก 10 ปี แต่เนื่องจากปัจจุบันโลกเปลี่ยนเร็ว นายกรัฐมนตรีจึงให้นโยบายให้ลองพิจารณาว่าในอนาคตจะทำทุก 5 ปีได้หรือไม่ ซึ่งก็ต้องมีการศึกษารูปแบบการทำที่สอดคล้องกับสถานการณ์


ด้าน จุติ ไกรฤกษ์ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร บอกว่า... ข้อมูลเชิงสถิติของประชากรนั้นเป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผน กำหนดยุทธศาสตร์ จัดสรรทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งในการสำรวจสำมะโนประชากรครั้งใหม่ก็จะทำให้ได้ฐานข้อมูลที่สำคัญมา ดำเนินการในด้านต่าง ๆ


ทั้งนี้ กับการทำสำรวจสำมะโนประชากรครั้งใหม่นี้ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ระบุไว้ในการประชุมเรื่อง "100 ปี สำมะโนประชากรประเทศไทย เทิดไท้องค์ราชัน"เมื่อต้นเดือนก.ค. ที่ผ่านมา โดยบางช่วงบางตอนคือ... ข้อมูลเกี่ยวกับประชากรที่แม่นยำ มีคุณภาพ มีความสำคัญต่อการกำหนดนโยบายที่ดี ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม โครงสร้างพื้นฐาน บริการสาธารณะทั้งในระดับประเทศ ระดับจังหวัด ระดับท้องถิ่น ขณะที่ภาคเอกชนก็สามารถใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจทางธุรกิจ การค้า การบริการ ได้อย่างแม่นยำ


"การจัดทำสำมะโนประชากร จะเป็นฐานข้อมูลที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการบริหารงานของรัฐบาล ไม่ใช่เพียงเฉพาะตัวเลขที่จะออกมาในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แต่นี่หมายถึงพื้นฐานของการตัดสินใจ วางแผน กำหนดนโยบาย ซึ่งนำไปสู่คุณภาพของบริการสาธารณะที่ประชาชนทุกคนควรจะได้รับจากรัฐบาล จึงอยากขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการที่จะช่วยกันทำงานนี้ให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุด"...นายกรัฐมนตรีระบุไว้ 100 ปี ทำสำมะโนประชากร คนไทยก็ควรร่วมมือให้ข้อมูลมิใช่เพื่อรัฐบาล แต่เพื่อให้รัฐบาลทำงานให้คนไทยให้ดี

ที่มา : “อัพเดทข้อมูลประชากร'สำมะโนคนไทย'แม่น-ชัด'พัฒนาชาติ'.” ในคอลัมน์: สกู๊ปหน้า 1. เดลินิวส์ 15 กรกฎาคม 2553.

100 ปี สำมะโนประชากรเตือนฝัน(ร้าย)ที่เป็นจริงยุคผู้สูงอายุกำลังจะมา

ใครๆ มักเข้าใจว่า “การทำสำมะโนใประชากร”ก็เหมือนการทำ “ทะเบียนบ้าน”เป็นหลักฐานอ้างอิงว่า คนคนหนึ่งมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ และเป็นสมาชิกของท้องถิ่นหนึ่งๆ แต่ในความเป็นจริง การสำมะโนประชากรนั้นแตกต่างจากการทำทะเบียนราษฎรค่อนข้างมาก
          ว่ากันตามตัวอักษร พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิต พ.ศ.2542 ให้คำจำกัดความของคำว่า “ทะเบียนบ้าน”ว่าทะเบียนบ้านน. ทะเบียนประจำบ้านแต่ละบ้านซึ่งแสดงเลขประจำบ้านและรายการของคนทั้งหมดผู้ อยู่ในบ้าน
          ส่วน สำมะโนประชากรน. การเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนและลักษณะต่างๆของราษฎรทุกคนในทุกครัว เรือน ในระยะเวลาใดเวลาหนึ่งเพื่อใช้ประโยชน์ในทางสถิติ
          เทียบกันง่ายๆ สิ่งที่ปรากฏอยู่ในทะเบียนบ้าน บอกเพียงรายชื่อบุคคลที่ลงทะเบียนแจ้งว่าเป็นสมาชิกในบ้านนั้นเรือนนั้น แจ้งสถานะภายในบ้าน และจะมีการอัพเดตข้อมูลก็ในกรณีที่มีการเกิด-ตาย ย้ายเข้า-ย้ายออก
          นั่นหมายความว่า สมาชิกที่แจ้งชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านหลังหนึ่งนั้น อาจจะไปทำงานอยู่ต่างอำเภอต่างจังหวัดหรือต่างประเทศก็เป็นได้
          ขณะที่การสำรวจสำมะโนประชากรนั้นจะมีการ สำรวจทุก 10 ปีเพื่อ อัพเดตข้อมูลว่าณ เวลาหนึ่ง ณ พื้นที่ที่อยู่หรือเพิงพักอาศัยตรงนั้นมีประชากรเท่าไร เป็นชายหรือหญิงอายุกี่ปี และลึกลงไปในรายละเอียดว่า คนเหล่านั้นมีอาชีพอะไร
          ซึ่ง รายละเอียดของตัวเลขที่ได้จากการสำมะโนประชากรนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะต่อการวางแผนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในสังคมนั้นๆ
          จีราวรรณ บุญเพิ่มผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร อธิบายถึงความสำคัญของการทำสำมะโนประชากรว่า การทำสำมะโนประชากรเป็นงานมาตรฐานระดับโลก มี 230 ประเทศที่มีการทำสำมะโนประชากร โดยรายละเอียดคำถามต่างๆ จะมาจากทางสหประชาชาติ ซึ่งมีตัวแทนจากประเทศต่างๆ เข้าไปร่วมปรึกษาดำเนินการจัดทำคู่มือเพื่อใช้อ้างอิงในการสำรวจสำมะโน ประชากร โดยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีประเทศไทยและฟิลิปปินส์เข้าไปเป็นตัว แทนในการจัดทำ
          สถิติที่ได้จากการสำมะโนประชากรในแต่ละประเทศเมื่อนำมารวมกันก็จะได้เป็นประชากรโลกจริงๆ ของเรา
          “ที่ผ่านมา ประเทศไทยกำหนดให้วันที่ 1 เมษายน เป็น ‘วันสำมะโน’เพราะการทำสำมะโนสมัยก่อนเราใช้ครู จึงต้องเลือกวันที่ปิดเทอม แต่ตอนนี้ครูมีภารกิจมาก จึงเปลี่ยนมาใช้อาสาสมัครในพื้นที่ ประกอบกับเดือนเมษายนนั้นเป็นเดือนที่มีวันหยุดค่อนข้างมาก คนไม่ค่อยอยู่บ้าน ขณะที่การทำสำมะโนนั้นวันที่ใช้ในการอ้างอิงน่าจะเป็นวันที่ค่อนข้างนิ่งคือ ประชากรเคลื่อนไหวน้อยที่สุด ปีนี้จึงกำหนดวันสำมะโนเป็น วันที่ 1 กันยายน”
          วัตถุประสงค์เพื่อให้รู้ว่า ณ วันนั้นมีประชากรกี่คน เป็นหญิงเป็นชาย เป็นเด็กเป็นผู้ใหญ่ อายุเท่าไร แต่งงานหรือยังทำงานอะไร ล้วนเป็นคำถามเกี่ยวกับเรื่องประชากร โดยไม่พาดพิงไปถึงเรื่องของรายได้แต่อย่างใด
          ที่สำคัญคือ ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจสำมะโนก็จะไม่มีการเปิดเผยว่าได้จากนายคนนี้ หรือนางสาวคนนั้น ฉะนั้นจึงไม่ต้องกลัวว่าจะมีการนำเรื่องส่วนตัวไปเปิดเผยต่อยังที่อื่น
          เหตุที่ต้องมีการกำหนดวันสำมะโน ผอ.จีราวรรณบอกว่าเพราะคนเคลื่อนไหวตลอดเวลาทำให้คุณลักษณะของประชากรเปลี่ยนไปด้วย
          ตัวอย่างเช่น ถ้าดูตามทะเบียนราษฎรจะเห็นว่า ภาคอีสานมีประชากรอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ถ้าดูสำมะโนประชากรจะรู้เลยว่า คนอีสานกระจายไปอยู่ที่อื่นมากมายซึ่งเมื่อทราบตัวเลขที่ชัดเจนแล้วจะทำให้ ภาครัฐสามารถกำหนดยุทธศาสตร์ จัดเตรียมสาธารณูปโภคพื้นฐานให้แก่ประชาชนได้อย่างทั่วถึงและเพียงพอ
          ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนก็สามารถใช้ข้อมูลพื้นฐานตรงนี้เพื่อวางแผนในภาคธุรกิจ เช่นใช้ในการประเมินทำเลของการเปิดร้านสะดวกซื้อ ซึ่งตัวเลขจากการสำมะโนจะทำให้รู้ว่าบนพื้นที่นั้นมีคนหนาแน่นเพียงใด มีกลุ่มคนระดับไหน
          ผอ.จีราวรรณบอกอีกว่า การทำสำมะโนประชากรปีนี้ถือเป็นงานใหญ่ โดย ในวันสำมะโน คือวันที่ 1 กันยายน2553 จะมีการส่งคนลงพื้นที่ทั้งหมดเกือบ 7 หมื่นคน ใช้เวลาปฏิบัติงาน 1 เดือน
          “งานสำมะโนประชากรเป็นงานใหญ่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงริเริ่มเมื่อ 100 ปีที่แล้วศ.ปราโมทย์ ประสาทกุล ซึ่งค้นข้อมูลตรงนี้พบเรื่องที่น่าสนใจหลายเรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อ 100 ปีก่อนตัวอย่างเช่น
          “ในหลวงรัชกาลที่ 5 ทรงเรียกประชุมเสนาบดีตอน 3 ทุ่ม พระองค์ทรงเป็นประธานประทับที่หัวโต๊ะ รับสั่งว่า เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องรู้เรื่องไพร่พลทั้งหลายในประเทศว่ามีเท่าไหร่ และรับสั่งให้ไปดำเนินการ เราจึงทราบว่าครั้งนั้นมีประชากร (ในสยามประเทศ) 8 ล้านคน ปัจจุบันตัวเลขคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 65-67 ล้านคน
          “การทำสำมะโนเมื่อ 100 ปีก่อนแสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพของพระองค์ ปีนี้จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่ทุกคนจะได้มีส่วนร่วมในงานครบรอบ 100 ปี การสำมะโนประชากร ซึ่งเราเรียกโครงการนี้ว่า “ร้อยปีสำมะโนประชากรไทย เทิดไท้องค์ราชันย์”
          ผอ.จีราวรรณยังบอกอีกว่า ในหลวงรัชกาลปัจจุบันก็ทรงสนพระทัยการทำสำมะโน เมื่อ 2 ครั้งที่แล้ว ปี 2533 กับปี 2543 โปรดฯให้เข้าเฝ้าฯถวายการรายงานและถวายการสัมภาษณ์
          “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงถือว่าทรงเป็นประชากรไทยคนหนึ่ง ปี 2543 พระราชทานสัมภาษณ์แก่คณะผู้บริหาร ซึ่งปีนั้นดิฉันได้มีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯด้วย นอกจากโปรดฯให้เราถวายคำถามแล้ว ทรงมีพระราชดำริต่างๆ เกือบ 2 ชั่วโมง”
          ยกตัวอย่าง อย่างใน ปี 2533 ทางคณะกราบทูลถามว่า ในวังใช้เชื้อเพลิงหลักๆ ในครอบครัวคืออะไร พระองค์บอก “ใช้ไฟฟ้า” น้ำดื่มที่ใช้ในครัวเรือนนี้ปกติท่านดื่มจากที่ไหน น้ำบ่อ ประปา น้ำขวด พระองค์ตรัสว่า”น้ำขวด”พอพระราชทานสัมภาษณ์เสร็จ ท่านทรงมีดำริว่า ในวังนี้จะมีราชองครักษ์มาเยอะพระราชทานเลี้ยงอาหาร แต่มาแล้วก็กลับไปอย่างนี้นับว่าเป็นสมาชิกในครัวเรือนของพระองค์หรือเปล่า ฟังแล้วก็รู้ว่าพระองค์ทรงชี้แนะมาแล้วว่า นิยามต้องชัดเจน เพราะราชองครักษ์มาอยู่ที่นี่ ไม่ใช่สมาชิกในครัวเรือนนี้เราก็ต้องมากำหนดคำจำกัดความใหม่
          “ส่วนเมื่อปี 2543 ทรงเล่าว่า พระองค์สนพระทัยในงานสถิติมาก อย่างเวลาฝนตกก็จะโปรดฯให้นำกระป๋องมาตั้งๆๆ แล้วเอามาวัดปริมาณ แล้วก็เฉลี่ยก็ได้ปริมาณน้ำฝน รวมทั้งเวลาที่เสด็จฯทรงเยี่ยมพสกนิกรจะทรงใช้แผนที่ ซึ่งปีนี้ทางสำนักสถิติก็จะมีการถวายแบบสอบถามเข้าไปในวังเช่นเคย”

          “อยากให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการทำสำมะโนประชากร และยอมสละเวลาเพียงแค่คนละ 10-15 นาทีต่อการให้สัมภาษณ์เพื่อว่าเราจะได้ตัวเลขมาใช้ในการวางแผนเพื่อการพัฒนา ประเทศ ถ้าใครไม่สะดวกที่จะให้สัมภาษณ์โดยตรง สามารถที่จะโทร.เข้าไปตอบแบบสอบถามได้ที่ สายด่วน 1111 หรือผ่านทางอินเตอร์เน็ต เว็บไซต์ www.nso.go.th เพื่อประเทศเราจะได้มีฐานข้อมูลดีๆ ไว้ใช้”
          ในการณ์นี้นอกจากการถามเกี่ยวกับเรื่องประชากร ผอ.จีราวรรณบอกว่า ยังมีการจัดทำเกี่ยวกับจำนวนที่อยู่อาศัยในประเทศไทยด้วยเพื่อให้ได้เป็น “การสำมะโนประชากรและเคหะ”เป็นการนับจำนวนและแจกแจงรายละเอียดของคนและที่ อยู่อาศัย ณ ที่ที่เราพบจริงๆ ในวันสำมะโน
          ด้วยเหตุนี้ในทุกสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งตามเพิงใต้สะพาน จะต้องเข้าไปตรวจดูว่ามีคนอยู่หรือไม่ เพราะถ้ามี ถือว่าเป็น”ที่อาศัย”ก็ต้องนับว่ามีคนอยู่จำนวนเท่าไร และคนที่อยู่นั่นเป็นใคร
          “สิ่งที่ท้าทายคือ เรามีปัญหาเรื่องแรงงานข้ามชาติมาก ทำอย่างไรจึงจะได้ตัวเลขที่ถูกต้องได้รายละเอียดที่ชัดเจน เราต้องพยายามหาทางทำเครือข่าย ทำการประชาสัมพันธ์ให้เห็นถึงประโยชน์ของการให้ความร่วมมือตรงนี้”
          อีกกรณีตัวอย่างที่ผลจากการสำมะโนประชากรช่วยชี้ทิศทางในอนาคตของประเทศ อย่างชัดเจน คือความกังวลที่ ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ”ซึ่งจากสถิติของประชากรผู้สูงอายุในปี 2546 อยู่ที่11% นั่นหมายความว่า คน 10 คนเดินมามีคนสูงอายุ 1 คน
          และคาดว่า ปี 2563 หรืออีก 10 ปีข้างหน้าประชากร 1 ใน 4 ของประเทศ (ประมาณ17-18%) จะเป็นผู้สูงอายุซึ่งไม่ว่าจะในแง่ของธุรกิจ หรือภาครัฐจะต้องมีแผนชัดเจนที่จะมารองรับ เพราะในขณะที่ผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นจำเป็นต้องมีเงินสำรองสำหรับให้ความ ดูแล โดยเฉพาะในส่วนของค่ารักษาพยาบาล
          “วันนี้คนที่รับภาระคือคนวัยทำงาน อายุ15-60 ปี ซึ่งในอนาคตคนกลุ่มนี้จะกลายเป็นคนแก่ ขณะที่เด็กเกิดน้อยลง เพราะคนรุ่นใหม่ไม่อยากมีภาระ ไม่อยากแต่งงาน หรือ แต่งงานแล้วก็ไม่อยากมีลูก เมื่อนั้นจะเกิดปัญหาตามมาอีกมากมาย หนึ่งในนั้นคือ ปัญหาเรื่องแรงงาน ฉะนั้น ต้องจัดการเรื่องแรงงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นมาก เพื่อที่ว่าจะได้งานที่มากขึ้นด้วยจำนวนแรงงานที่น้อยลง”
          ผอ.สำนักสถิติย้ำว่า ปัญหาที่เกิดจากยุคผู้สูงอายุกำลังเกิดขึ้นแล้วกับหลายๆ ประเทศที่มีทัศนคติเรื่องการแต่งงาน การมีบุตรลดลง เช่นสิงคโปร์ ญี่ปุ่น รวมทั้งประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย ฉะนั้น เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาเสียแต่เนิ่นๆประเทศไทยต้องเริ่มวางแผนการจัดการแล้ว ต้องเร่งรัดการวางแผนกำลังคนของประเทศให้ดีซึ่งเราจะได้เห็นภาพที่ชัดเจน ขึ้นหลังจากการทำสำมะโนประชากรครั้งใหม่นี้แล้วเสร็จลง ซึ่งผลจะปรากฏให้เห็นราวปลายปีนี้
          สภาพัฒน์ต้องลุกขึ้นมาวางแผนประชากรให้ดี เพราะเป็นเรื่องของโครงสร้างของประเทศซึ่งระยะเวลา 10 ปีนั้นไม่นานเลย–จบ–
 
          ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

มาดี มาทำสำมะโนประชากร ตอน: ชูใจเสียรู้

1-30 กันยายน นี้ มาดี มาทำสำมะโนประชากร

21 กรกฎาคม 2553

แนะนำ....คุณมาดี...


คุณมาดี ชุดสีชมพู สัญญลักษณ์ของการจัดทำสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2553  เป็นตัวแทนของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่จะพบเห็นอยู่บ่อยๆ  ในทุก พื้นที่ ทุกจังหวัดในช่วงวันที่ 1-30 กันยายน 2553 นี้
                            
ครบรอบ 100 ปีสำมะโนประชากรประเทศไทยในปี  2553 นี้   จึงถือเป็นการทำสำมะโนครั้งประวัติศาสตร์  และเป็นการทำสำมะโนยุคใหม่จริงๆ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงทั้ง  วิธีการ รูปแบบ อุปกรณ์เครื่องมือ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่งานสนามที่มาในรูปโฉมใหม่ "คุณ มาดี ชุดสีชมพู" เป็นรูปแบบการเข้าถึงประชาชนแบบใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสังคมใน ปัจจุบัน  ในอดีตประชาชนมักจะไม่รู้จักว่า  สำมะโนคืออะไร  ทำให้การทำสำมะ โนไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร  จึงเป็นที่มาของ คุณ มาดี ผู้ทำหน้าที่เสมือนตัวแทนสำนักงานสถิติแห่งชาติ  ที่ มาพร้อมกับสิ่งดีๆ ด้วยบุกคลิกที่เป็นมิตร สุภาพ และเป็นกันเอง
                            
ภาพลักษณ์ของ มาดี จะเชิญชวนให้ทุกท่านเปิดใจให้ข้อมูลต่างๆ ในการทำสำมะโนประชากรได้อย่างสบายใจ  รับประกันเรื่องข้อมูลรั่วไหล  ด้วย ช่องทางที่ท่านสามารถเลือกได้  4 ช่องทางคือ
                            
1)ให้มาดีสัมภาษณ์ที่บ้าน
2)กรอกแบบสอบถามเองแล้วส่งกลับคืน
3)กรอกข้อมูลทาง Internet ที่ www.nso.go.th
4)ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์หรือโทรไปที่หมายเลขโทรศัพท์  1111 กด 6
ถึงแม้การทำสำมะโนประชากรจะเริ่มทำกันมาแล้ว 100 ปี และวัตถุประสงค์ของการจัดทำแต่ละครั้งก็ไม่แตกต่างกันคือ  เพื่อรวบรวม ข้อมูลประชากรทุกคน ทุกชาติ ทุกภาษาที่อยู่จริงในประเทศไทย เพื่อการฉายภาพให้เห็นว่า  ณ วันที่ 1 กันยายน 2553 ประเทศไทยมีประชากรอาศัยอยู่เท่าใด กระจายอยู่ที่ไหนบ้าง  เป็นชายเป็นหญิง เป็นเด็ก คนทำงาน คนแก่ คนพิการจำนวนเท่าใด มีการศึกษาระดับใดบ้าง  อาชีพอะไร มีความเป็นอยู่อย่างไร
เพื่อเน้นย้ำเรื่องความมั่นใจและสบายใจของพี่น้องที่ให้ข้อมูลทุก คน  เอกลักษณ์ของ มาดี ที่สังเกตเห็นได้ง่ายๆ คือการใส่เสื้อและหมวกแก็ปสีชมพู  อันเป็นสีแห่งมงคลของปวงชนชาวไทย พร้อมโลโก้ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ มาดี  ที่เห็นในสื่อประชาสัมพันธ์อาจเป็นผู้ชายแต่ในการปฏิบัติงานจริงนั้น มาดี  จะมีทั้งหญิงและชาย แต่ทุกคนยังคงยึดต้นแบบของบุคลิกที่มีความเป็นมิตร สุภาพ  ยิ้มแย้มแจ่มใสกับพี่น้องผู้ให้ข้อมูลทุกคน
ที่สำคัญทุกครั้งที่ มาดี ออกไปปฏิบัติงาน  จะต้องมีบัตรประจำตัวพนักงาน ซึ่งมีรูปและเลขที่บัตรอย่างชัดเจน ถ้าเห็นแบบนี้แล้ว  มั่นใจได้เลยว่าเป็น มาดี ตัวจริงเสียงจริงอย่างแน่นอน  ทุกท่านจะพบกับ "คุณมาดี ชุดสีชมพู" ตัวแทนจากสำนักงานสถิติแห่งชาติลงพื้นที่จริงกว่า 70,000 คน พร้อมกันทุกจังหวัด  ทั่วประเทศ ในวันที่ 1-30 กันยายนนี้    "สวัสดีครับ  ผม มาดี มาทำสำมะโนประชากรครับ"

3 กรกฎาคม 2553

เปิดตัวโครงการสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ.2553

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานเปิดการประชุมและเปิดตัวโครงการสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ.2553 พร้อมมอบนโยบายแก่ผู้เข้าร่วมประชุม จัดโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ

วันนี้(2 ก.ย.53) เวลา 09.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานเปิดการประชุมและเปิดตัวโครงการสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ.2553 พร้อมมอบนโยบายแก่ผู้เข้าร่วมประชุม จัดโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยมีนายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผู้ว่าราชการจังหวัด เจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสื่อมวลชนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ณ โรงแรมรามา การ์เด้นส์ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร

21 มิถุนายน 2553

สสช. เตรียมความพร้อม สํามะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. ๒๕๕๓

นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ผู้อํานวยการสํานักงานสถิติแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมโครงการสํามะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. ๒๕๕๓ และการประชุมปรึกษาหารือ เรื่องการประเมินผลการปฏิบัติราชการฯ รอบ ๒” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๑๐ – ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๓ ณ ห้องประชุม ๓-๐๓ ชั้น ๓ อาคารบี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ

จากสถานการณที่ผ่านมาทําให้สํานักงานสถิติแห่งชาติมีความจําเป็นต้องเลื่อนการจัดสํามะโนประชากรฯ จากเดิมวันที่ ๑ – ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๓ เป็นวันที่ ๑ – ๓๐ กันยายน ๒๕๕๓ เพื่อให้ได้ข้อมูล ที่ถูกต้องและเป็นจริงมากที่สุด เพราะปัจจุบันการทํางานทุกภาคส่วนหันมาให้ความสนใจด้านข้อมูล และสํานักงานสถิติแห่งชาติต้องผลิตข้อมูลที่มีคุณภาพเท่านั้น ผู้อํานวยการสํานักงานสถิติแห่งชาติกล่าว

18 มิถุนายน 2553

ทำสำมะโนประชากรไปทำไม? ใครรู้บ้าง!


"100 ปี สำมะโนประชากรประเทศไทย"
1-31 กันยายน 2553
พบกับเจ้าหน้าที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ
พร้อมกันทั่วประเทศ

11 มิถุนายน 2553

สถจ.สร. จัดประชุมโครงการ สปค. 53 ให้กับเจ้าหน้าที่

ตามที่ สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้กำหนดให้ปี พ.ศ. 2553 เป็นปีการจัดทำสำมะโนประชากรและเคหะ โดยการจัดทำสำมะโนประชากรและเคหะครั้งนี้เป็นครั้งที่ 11 และเป็นวาระครบรอบร้อยปี ของการจัดทำสำมะโนของประเทศไทย โดยกำหนดคาบการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 1-30 กันยายน 2553 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูลสถิติเกี่ยวกับ จำนวน และลักษณะของประชากรทุกคนในครัวเรือน ณ ที่อยู่ปกติที่พบวันสำมะโน รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะต่างๆ ของที่อยู่อาศัยของประชากรซึ่งข้อมูลเหล่านี้นำไปใช้ในการวางแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมของประเทศใช้ในการกำหนดนโยบายเพื่อการบริหารและใช้ในการ ประมาณประชากรในอนาคต

การอบรมครั้งนี้ ใช้เวลาในการชี้แจง 4 วัน ผู้เข้าร่วมอบรมประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ผู้ประสานโครงการ สปค. 53 จำนวน 30 คน และเจ้าหน้าที่ของสำนักงานสถิติจังหวัดสุรินทร์ จำนวน 21 คน ระหว่างวันที่ 7 - 10 มิถุนายน 2553 ณ ห้องราชาวดี สวนป่ารีสอร์ท เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ ความเข้าใจ ในการเก็บรวบรวมข้อมูลโครงการสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ.2553 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ดูภาพกิจกรรมเพิ่มเติมที่นี่

30 มกราคม 2553

ท่านพร้อมที่จะเป็นหนึ่งในจำนวนตัวเลขประชากรของประเทศไทยแล้วใช่ไหม ?

สำมะโนประชากร เป็น การนับจำนวนคนทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย พร้อมทั้งดูว่าผู้คนเหล่านั้นอยู่กันที่ไหนอย่างไร และมีลักษณะทางเศรษฐกิจสังคมอย่างไร

สำมะโนประชากร ปี 2553 นี้ เป็นการนับผู้คนทั้งหมดที่มีอยู่ในราชอาณาจักร ครั้งที่ 11 ของประเทศไทย เมื่อนับเวลาจากการทำสำมะโนประชากรครั้งแรกในรัชกาลที่ 5 เมื่อปี พ.ศ.2453 และเรามีการทำสำมะโนประชากรกันมาอย่างต่อเนื่องทุก ๆ ระยะเวลาประมาณ 10 ปี จนกระทั่งถึงสำมะโนประชากรครั้งที่ 11 ในปี พ.ศ.2553 นี้ ก็จะเป็นวาระครบ 100 ปี ของสำมะโนประชากรของประเทศไทย

ผู้คนทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย เปรียบเสมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน การที่ครอบครัวของเราจะพัฒนาก้าวเดินไปข้างหน้าต่อไปนั้น เราควรจะต้องรู้ว่าสมาชิกในครอบครัวของเรานั้นเป็นใครกันบ้าง การนับจำนวนผู้คนที่มีมากกว่า 60 ล้านคนในประเทศไทยให้ครบถ้วนสมบูรณ์นั้น ย่อมไม่ใช่งานง่าย แต่ก็เป็นงานยากที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า คือ เราจะได้ข้อมูลเกี่ยวกับขนาด ส่วนประกอบ การกระจายตัว และลักษณะทางเศรษฐกิจสังคมของประชากรเพื่อใช้วางแผนและนโยบายในการพัฒนาประเทศอย่างมีคุณภาพต่อไป

ทุกคนในทุกครัวเรือนในประเทศไทย สามารถมีส่วนช่วยให้ข้อมูลสำมะโนประชากร 2553 นี้ครบถ้วนสมบูรณ์ได้ ด้วยการร่วมมือให้ถูกนับว่าเป็นหนึ่งในจำนวนผู้คนทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2553 นี้

ท่านพร้อมที่จะถูกนับว่าเป็นหนึ่งในจำนวนประชากรทั้งหมดของประเทศไทยแล้วหรือยัง

29 มกราคม 2553

ข้อมูลสำมะโนประชากรจะนำเสนอเป็นภาพรวมเท่านั้น

ในการทำสำมะโนประชากร พนักงานแจงนับจะถามข้อมูลต่าง ๆ จากท่านเกี่ยวกับสมาชิกแต่ละคนในครัวเรือน เป็นต้นว่าอายุ การศึกษา สถานภาพสมรส การทำงาน อาชีพ รวมทั้งเครื่องใช้ที่มีอยู่ในครัวเรือน หรือท่านอาจเลือกใช้วิธีกรอกข้อมูลเหล่านี้ลงในแบบแจงนับด้วยตนเอง

กฎหมายได้ให้หลักประกันว่าข้อมูลส่วนบุคคลที่ท่านตอบข้อถามกับพนักงานแจงนับ หรือข้อมูลที่ท่านกรอกลงในแบบแจงนับถือเป็นความลับ ซึ่งใครก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นพนักงานแจงนับ หรือเจ้าหน้าที่ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ หรือบุคคลภายนอกอื่นใด จะนำข้อมูลส่วนบุคคลเหล่านั้นไปเปิดเผยหรือแพร่งพรายต่อไปมิได้

สำนักงานสถิติแห่งชาติได้เน้นย้ำความสำคัญของการรักษาความลับของข้อมูลส่วนบุคคลในทุกขั้นตอนของการเก็บรวบรวม ประมวลผล และวิเคราะห์ข้อมูล โดยจะย้ำเรื่องนี้ ในการฝึกอบรมพนักงานแจงนับ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกคน และในการปฏิบัติงานภาคสนาม ในการนำข้อมูลมาประมวลผลและวิเคราะห์ จะนำข้อมูลของบุคคลและครัวเรือนทั้งหมดมารวมกัน แล้ววิเคราะห์และเสนอผลเป็นภาพรวมคือข้อมูลของหมู่บ้าน ตำบล/เทศบาล อำเภอ จังหวัด ภาค และประเทศเท่านั้น ไม่มีการโยงข้อมูลให้ไปถึงตัวบุคคลหรือครัวเรือนอย่างเด็ดขาด

ประชาชนทุกคนจึงมั่นใจได้ว่าข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นคำตอบต่อข้อถามในการทำ สำมะโนประชากรจะไม่มีทางรั่วไหลจนทำให้เกิดผลเสียต่อตัวบุคคลได้

28 มกราคม 2553

สำมะโนประชากร 2553 จะนับใครบ้าง

สำมะโนประชากร เป็นการนับผู้คนทุกคนในประเทศไทยตามที่อยู่จริง ข้อมูลเกี่ยวข้องกับจำนวนและลักษณะต่างๆ ของคนในประเทศไทย เหล่านี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการวางแผนและกำหนดทิศทางพัฒนาประเทศไทย คนไทยทุกคนที่ให้ความร่วมมือให้ข้อมูลในการทำสำมะโนประชากร จึงนับได้ว่าเป็นผู้มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศด้วย

ทุกคนทุกครัวเรือนสามารถมีส่วนร่วมในการทำสำมะโน 2553 ได้ด้วยการให้ข้อมูลตามความเป็นจริงของ “ทุกคน” ที่อาศัยอยู่จริงในครัวเรือนของตน ไม่ว่าคนนั้นจะมีชื่ออยู่ในสำมะโนครัว หรือทะเบียนบ้านหรือไม่ก็ตาม

“ทุกคน” ในที่นี้หมายถึง ทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2553 ดังนั้นจึงไม่ต้องให้ข้อมูลของคนที่ตายไปก่อน และเด็กที่เกิดหลังวันที่ 1 กรกฎาคม 2553

สำมะโนประชากรจะนับคนไทยที่ปรกติมีที่อยู่ในประเทศไทย แต่ในวันสำมะโนคือวันที่ 1 กรกฎาคม 2553 ได้ไปต่างประเทศชั่วคราว ไม่ว่าจะไปท่องเที่ยวหรือว่าทำธุรกิจ แต่ไม่ตั้งใจที่จะไปตั้งหลักแหล่งในต่างประเทศด้วย

ดังนั้น ถ้าท่านต้องการมีส่วนร่วมฉลอง 100 ปีของสำมะโนประชากรไทยในปี 2553 นี้ ท่านสามารถทำได้โดยให้ข้อมูลของท่านและสมาชิกในครอบครัวแก่เจ้าหน้าที่สำมะโน หรือกรอกข้อมูลในแบบสำมะโนให้เจ้าหน้าที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ

27 มกราคม 2553

ท่านสละเวลาเล็กน้อยก็เท่ากับมีส่วนร่วม “ฉลอง 100 ปี สำมะโนประชากร” แล้ว

การทำสำมะโนประชากร เป็นการแจงนับบุคคลทุกคนในทุกครัวเรือนที่อยู่ในประเทศไทย ทุกคนและทุกครัวเรือนสามารถมีส่วนร่วมในงานสำคัญต่อการพัฒนาประเทศครั้งนี้ได้โดยการให้ข้อมูลตามความเป็นจริงเกี่ยวกับบุคคลในครัวเรือน

การให้ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลในครัวเรือน อาจทำได้ 2 วิธี

(1) ให้ข้อมูลแก่ “เจ้าหน้าที่สำมะโน” ที่เข้าไปยังแต่ละครัวเรือนเพื่อสอบถามข้อมูลของสมาชิกทุกคนในครัวเรือน พนักงานแจงนับจะกรอกข้อมูลลงในแบบแจงนับ พนักงานแจงนับเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้การรับรองโดยกฎหมาย ในพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 (มาตรา 5)

นอกจากเจ้าหน้าที่สำมะโนจะไปสอบถามข้อมูลจากท่านถึงที่บ้านแล้ว ท่านยังอาจให้ข้อมูลของสมาชิกในครัวเรือนโดยทางโทรศัพท์ได้อีกด้วย

(2) แต่ละครัวเรือนกรอกข้อมูล “แบบสำมะโน” เอง เจ้าหน้าที่ของสำนักงานสถิติแห่งชาติจะนำแบบแจงนับไปให้ครัวเรือนที่ไม่สะดวกในการให้ข้อมูลแก่พนักงานแจงนับ ในกรณีนี้แต่ละครัวเรือน จะกรอกข้อมูลลงในแบบแจงนับเอง จะมีเจ้าหน้าที่ไปเก็บรวบรวมแบบแจงนับจากแต่ละครัวเรือนในภายหลัง

นอกจากจะกรอกข้อมูลลงในแบบสำมะโนแล้วส่งให้เจ้าหน้าที่สำมะโนแล้ว ท่านอาจกรอกข้อมูลลงในแบบแล้วส่งทางอินเตอร์เน็ตได้อีกด้วย

ท่านไม่ต้องใช้เวลามากนักในการร่วม “ฉลอง 100 ปีสำมะโนประชากร” ครั้งนี้ ไม่ว่าท่านจะให้ข้อมูลแก่พนักงานแจงนับให้ด้วยตัวเองหรือทางโทรศัพท์ หรือกรอกข้อมูลในแบบแจงนับด้วยตนเอง ท่านก็จะเสียเวลาเพียงประมาณ 10 นาทีเท่านั้น

ข้อมูลที่ท่านจะให้แก่พนักงานแจงนับ หรือที่ท่านจะกรอกด้วยตนเองเป็นข้อมูลทั่ว ๆ ไปที่ง่ายในการตอบ ไม่มีคำถามที่ยุ่งยากที่ท่านต้องคิดหาคำตอบแต่ประการใด ข้อมูลที่สำมะโนประชากรต้องการ คือ จำนวนคนที่อยู่จริง ๆ ในครัวเรือนของท่าน โดยไม่ดูว่าคน ๆ นั้นจะมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านหรือไม่ก็ตาม และไม่ว่าคน ๆ นั้นจะเป็นคนไทยหรือไม่ก็ตาม

ข้อมูลของสมาชิกครัวเรือนแต่ละคนที่สำมะโนประชากรต้องการทราบ คือ
- เพศ
- อายุเต็มปีบริบูรณ์
- ศาสนาที่นับถือ
- สัญชาติ
- การมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
- การศึกษา
- การอ่านออกเขียนได้
- อาชีพหลัก
- สถานภาพการทำงาน
- สถานภาพสมรส
- สำหรับหญิงที่สมรสแล้ว จะถามเรื่องการมีลูก
- ความพิการ
- สถานที่เกิด
- การย้ายถิ่น


นอกจากข้อมูลของแต่ละบุคคลในครัวเรือนแล้ว การทำสำมะโนประชากรและเคหะครั้งนี้ยังมีข้อถามเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยของแต่ละครัวเรือนด้วย ข้อถามเคหะประกอบด้วย
- ประเภทที่อยู่อาศัย
- ลักษณะของที่อยู่อาศัย
- ลักษณะการครอบครองที่อยู่อาศัย
- ลักษณะการครอบครองที่ดิน
- จำนวนห้อง
- ประเภทของแสงสว่างที่ใช้
- เชื้อเพลิงที่ครัวเรือนใช้
- ประเภทส้วม
- น้ำดื่มน้ำใช้
- ความเป็นเจ้าของเครื่องใช้บางอย่างในครัวเรือน

ประวัติความเป็นมาการทำสำมะโนประเทศไทย

ประเทศไทยเริ่มดำเนินการนับจำนวนประชากรเป็นครั้งแรกใน สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ. 2448 ซึ่งทำได้ครอบคลุมพื้นที่ในเขตบริหาร 12 มณฑล จากทั้งหมด 17 มณฑล ที่สังกัดกระทรวงมหาดไทย โดยแจกแจงว่าเป็นเพศใด ผู้ชาย ผู้หญิง อายุเท่าไหร่ และเป็นคนชาติพันธุ์อะไรบ้าง ซึ่งเรียกว่า “บัญชีพลเมือง”
ต่อ มาได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับประชากรของประเทศในรูปแบบของการทำสำมะ โนประชากรโดยกระทรวงมหาดไทย ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2452 ต่อมาใน พ.ศ. 2462 2472 2480 และ พ.ศ. 2490 เรียกว่า สำรวจ“สำมะโนครัว”
สำนักงานสถิติแห่งชาติ รับผิดชอบและดำเนินการจัดทำสำมะโนประชากร ครั้งแรกใน พ.ศ. 2503 ต่อมาใน พ.ศ. 2513 2523 2533 2543 ซึ่งดำเนินการทุก 10 ปี และนับตั้งแต่ พ.ศ. 2513 เป็นต้นมา สำนักงานสถิติแห่งชาติได้มีการจัดทำสำมะโนเคหะไปพร้อมกับการทำสำมะโน ประชากร และในปี พ.ศ. 2553 นี้ จะเป็นการทำสำมะโนเคหะครั้งที่ 5 และเป็นการทำสำมะโนประชากรครั้งที่ 11 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 100 ปี สำมะโนประชากรประเทศไทย



การประมวลผลสำมะโนครั้งแรกในประเทศไทย (2495) พระที่นั่งนงคราญสโมสร

พนักงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ กำลังขนลังจากรถบรรทุก ซึ่งบรรจุใบแบบข้อถาม ซึ่งได้กรอกในการทำสำมะโนประชากรและเคหะ เมื่อเดือน เมษายน 2513 กลับเข้าสำนักงานสถิติแห่งชาติ เพื่อจะได้ทำการประมวลผลต่อ
 

แสตมป์ สำมะโนประชากรและเคหะ 2523
 

26 มกราคม 2553

ทำไมต้องทำสำมะโนประชากรในเมื่อมีทะเบียนราษฎรอยู่แล้ว

แหล่งข้อมูลประชากรที่สำคัญแหล่งหนึ่งของประเทศไทย ได้แก่การจดทะเบียนราษฎร ของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ในราวเดือนมีนาคมของแต่ละปี กระทรวงมหาดไทยจะประกาศจำนวนประชากรที่อยู่ในทะเบียนราษฎร เมื่อวันสุดท้ายของปีที่ผ่านมา เราจะรู้ว่า ณ วันที่ 31 ธันวาคม ของปีก่อนหน้านั้นมีประชากรไทยอยู่กี่คน ผู้ชายกี่คน ผู้หญิงกี่คน ในปีก่อนนั้นมีคนเกิดและคนตายกี่คน ทั้งยังให้ข้อมูลจำนวนประชากร คนเกิด คนตาย และจำนวนบ้านที่จดทะเบียนในแต่ละจังหวัด

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลประชากรในทะเบียนราษฎรเป็นจำนวนคนที่มีชื่ออยู่ในทะเบียน แม้จะมีกฎหมายกำหนดให้ผู้ย้ายบ้านต้องไปจดทะเบียนย้ายที่อยู่กับสำนักทะเบียน แต่ในทางความเป็นจริง ประชาชนที่ย้ายที่อยู่ส่วนใหญ่ก็จะไม่ไปจดทะเบียน ดังนั้น จำนวนคนที่อยู่ในทะเบียนของพื้นที่หนึ่ง จึงไม่ตรงกับจำนวนคนอยู่จริง ๆ ในพื้นที่นั้น

จำนวนคนที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนในพื้นที่หนึ่งจะไม่ตรงกับจำนวนคนที่มีอยู่จริงๆ ในพื้นที่นั้น อย่างเช่น ในกรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ.2551 มีประชากรตามทะเบียนราษฎร 5 ล้าน 8 แสนคน แต่ในความเป็นจริง มีผู้คนจากจังหวัดต่างๆ เข้ามาอาศัยอยู่ในมหานครแห่งนี้เป็นจำนวนมาก ทั้งเข้ามาเพื่อศึกษาเล่าเรียน ทำมาหากิน หรือ ด้วยเหตุผลอื่นๆ จำนวนประชากรที่มีอยู่จริงในกรุงเทพมหานคร จึงน่าจะมากกว่าจำนวนตามทะเบียนราษฎรอย่างมาก

ในพื้นที่ต่างๆ เราจะมีปัญหาเรื่องความแตกต่างระหว่างจำนวนประชากรที่มีอยู่จริงกับจำนวนประชากรตามทะเบียนราษฎร การกำหนดเป้าหมายในการพัฒนาและให้บริการของพื้นที่และชุมชนต่างๆ ที่จะมีประสิทธิภาพได้จะต้องใช้ข้อมูลประชากรที่มีอยู่จริง ซึ่งจะได้จากการทำสำมะโนประชากร

สำมะโนประชากร คือ การนับคนที่อยู่จริง ๆ ในแต่ละพื้นที่

สำมะโนประชากรเปรียบเสมือนการถ่ายภาพนิ่งของผู้คนที่อาศัยอยู่จริงในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วทั้งประเทศ เป็นภาพนิ่งที่แสดงให้เห็นว่า ณ เวลาที่ทำสำมะโนประชากรนั้นมีผู้คนวัยใดเพศใดบ้าง มีผู้สูงอายุ คนพิการเท่าไร มีการศึกษาระดับไหน มีผู้รู้หนังสือมากน้อยเพียงไร คนในวัยทำงานมีงานทำหรือไม่ อย่างไร มีการย้ายถิ่นอยู่มากน้อยแค่ไหน ข้อมูลจากสำมะโนประชากรจึงแตกต่างจากทะเบียนราษฎร ซึ่งเปรียบเสมือนการถ่ายภาพยนตร์ที่แสดงให้เห็นผู้คนเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในแต่ละปีมีทั้งคนเกิดและคนตาย แต่ข้อมูลจากทะเบียนราษฎรไม่สามารถบอกลักษณะทางประชากร เศรษฐกิจ และสังคม ในรายละเอียดได้เหมือนกับสำมะโนประชากร

ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องทำสำมะโนประชากรเพื่อให้เห็นภาพว่าผู้คนที่อยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศไทย ณ เวลาหนึ่ง เช่น เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2553 นั้น เป็นใครกันบ้าง ทั้งเพศ วัย เชื้อชาติ สถานภาพสมรส การศึกษา การอ่านออกเขียนได้ อาชีพ การทำงาน การย้ายถิ่นที่อยู่ รวมทั้งสภาพเคหะที่อยู่อาศัย

เราจะถ่ายภาพนิ่งหรือทำสำมะโนประชากรนี้ไว้ทุก ๆ 10 ปี สำมะโนประชากรครั้งที่ 11 ในปี พ.ศ.2553 นี้ จะนำไปเปรียบเทียบกับภาพประชากรในอดีตหลายสิบปีที่ผ่านมา และพร้อมที่จะนำไปเปรียบเทียบกับสำมะโนประชากรครั้งต่อไปในอีก 10 ปีข้างหน้าเพื่อดูการพัฒนาเปลี่ยนแปลงของประเทศไทย

25 มกราคม 2553

1 กรกฎาคม 2553: วันสำมะโนประชากร ครั้งที่ 11

ประเทศไทยทำสำมะโนประชากรครอบคลุมทั่วราชอาณาจักรครั้งแรกในปี พ.ศ.2453 ประเทศไทยจะทำสำมะโนประชากรครั้งที่ 11 ในปี พ.ศ.2553 นี้ ซึ่งเมื่อนับจากปีสำมะโนครั้งแรกแล้วก็เท่ากับครบวาระ 100 ปีพอดี

สำมะโนประชากรและเคหะ ปี พ.ศ.2553 นี้ได้กำหนดให้วันที่ 1 กรกฎาคม เป็น “วันสำมะโนประชากร”

สำมะโนประชากรและเคหะ 2553 จะนับคนไทยที่มีชีวิตอยู่ในประเทศไทย ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2553

วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2553 จะใช้เป็นจุดเวลาอ้างอิงของข้อมูลแต่ละคนในการทำสำมะโนประชากรครั้งนี้ เหตุการณ์ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเวลา ไม่ว่าจะเป็นการนับอายุ การเกิด ตาย และย้ายที่อยู่ จะถือเอาวันที่ 1 กรกฎาคม 2553 เป็นเกณฑ์ ถึงแม้ว่าการทำสำมะโนประชากรครั้งนี้จะต้องใช้เวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากครัวเรือนทั้งหมดเป็นเวลาหลายวัน หรือบางทีอาจต้องใช้เวลาตลอดเดือนกรกฎาคม แต่เราก็จะยึดเอาวันที่ 1 กรกฎาคม เพียงวันเดียวเป็นเกณฑ์ จึงเรียกวันนี้ว่า “วันสำมะโนประชากร”

สภาพการประกอบอาชีพของคนไทยได้เปลี่ยนไปมากในรอบ 20 – 30 ปีที่ผ่านมานี้ คนที่ทำงานในภาคการเกษตรลดน้อยลง เพราะมีการนำเครื่องจักรกลเข้ามาช่วย และการทำเกษตรกรรมทุกวันนี้ก็ทำกันได้ตลอดทั้งปี เพราะการชลประทานที่ได้พัฒนาจนครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางขึ้น สำนักงานสถิติแห่งชาติจึงเลือกเดือนกรกฎาคม ให้เป็นเดือนที่ทำงานเก็บข้อมูลจากครัวเรือนต่าง ๆ ในการทำสำมะโนประชากรและเคหะ ปี 2553 นี้ นอกจากจะด้วยเหตุผลทางการประกอบอาชีพของประชาชนแล้ว ยังมีเหตุผลว่าเดือนกรกฎาคมนี้ โรงเรียนและมหาวิทยาลัยได้เปิดเรียนแล้ว นักเรียน นักศึกษา จึงมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งแน่นอนแล้ว

เมื่อกำหนดชัดเจนแล้วว่า วันที่ 1 กรกฎาคม จะเป็นวันสำมะโนประชากรและเคหะ ปี 2553 ถึงวันนี้ เรามาร่วมนับถอยหลังกันได้แล้วว่าเหลืออีกกี่วัน จึงจะถึงวันสำมะโนประชากร ครั้งที่ 11 ของประเทศไทย

24 มกราคม 2553

เกือบทุกประเทศในโลกต่างทำสำมะโนประชากร

เราควรต้องน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่พระองค์ท่านได้ทรงริเริ่มให้มีการทำสำมะโนครัว เพื่อนับจำนวนพลเมืองทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในราชอาณาจักร การทำสำมะโนครัวที่เริ่มเป็นครั้งแรกในสมัยรัชการที่ 5 นั้น เป็นการทำสำมะโนประชากรแบบสมัยใหม่ คือการนับจำนวนคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ของมณฑลทั้งหมดทั่วราชอาณาจักร พร้อมแจกแจงผู้คนที่นับได้ออกตามลักษณะต่าง ๆ เช่น เพศ กลุ่มวัย และเชื้อชาติ

ความคิดในการทำสำมะโนประชากรสมัยใหม่ ซึ่งได้เริ่มมีขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 นั้น ปรากฏหลักฐานเป็นการทำสำมะโนครัวในปี พ.ศ.2448 หรือ ค.ศ.1905 แม้สำมะโนครัวครั้งนั้นจะทำได้ไม่สำเร็จครบถ้วนทุกมณฑล แต่ก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ความพยายามในการแจงนับประชากรในราชอาณาจักรได้เกิดขึ้นแล้ว

23 มกราคม 2553

สำมะโนประชากรมีประโยชน์อย่างไร

สำมะโนประชากร คือ การนับผู้คนที่อยู่ในประเทศตามที่อยู่จริงว่ามีอยู่เท่าไร กระจายตัวกันอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ อย่างไร เป็นชาย หญิง เด็ก คนทำงาน ผู้สูงอายุ คนพิการเท่าใด ผู้มีการศึกษาระดับไหน มีผู้รู้หน้งสือมากน้อยเพียงใด คนทำงานมีงานทำหรือไม่ คนที่ทำงานประกอบอาชีพอะไรกันบ้าง ย้ายถิ่นที่อยู่กันมากน้อยเพียงใด ที่ใดมีผู้ย้ายถิ่นเข้าหรือออกมาก มีสถานที่อยู่แบบไหน ถูกสุขลักษณะหรือไม่ เป็นต้น

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...