โครงการถวายพระพรออนไลน์เฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา

เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนชาวไทยได้ลงนามถวายพระพรออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ www.welovekingonline.com

ผลการคัดเลือกบุคคลเป็นลูกจ้างชั่วคราว

ผลการคัดเลือกบุคคลเป็นลูกจ้างชั่วคราวปฏิบัติงานโครงการสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม พ.ศ. 2555

โครงการสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม

สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้จัดทำสำมะโนธุรกิจทางการค้าและธุรกิจทางการบริการ และสำมะโน อุตสาหกรรมทุก 10 ปี ตามข้อเสนอแนะขององค์การสหประชาชาติ เพื่อให้ประเทศมีข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญทางด้านธุรกิจทางการค้า ธุรกิจทางการบริการ และอุตสาหกรรมการผลิตมาอย่างต่อเนื่อง

14 มิถุนายน 2554

'สถิติ' ปรับเวลาทำสำมะโนธุรกิจ นำร่องไอทีเก็บข้อมูลก่อนใช้จริง

       สำนักงานสถิติแห่งชาติ ปรับเวลาจัดทำสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรมลงเหลือ 5 ปี อัปเดตข้อมูลธุรกิจเพื่อประโยชน์ของประเทศ ยืนยันข้อมูลไม่รั่วไหล วอนเอกชนร่วมทำงานเพื่อชาติ พร้อมนำร่องใช้ระบบ e - Service และ e - Questionnaire เก็บข้อมูล 
        นายวิบูลย์ทัต สุทันธนกิตติ์ (คนกลาง) ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในฐานะผู้รับผิดชอบการจัดทำสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม กล่าวว่า ปีนี้นับเป็นครั้งแรกที่มีการเปลี่ยนแปลงระยะเวลาในจัดทำสำมะโนธุรกิจและ อุตสาหกรรมจากเดิมที่จัดทำทุกๆ 10 ปี ซึ่งเป็นไปตามข้อเสนอแนะขององค์การสหประชาชาติ มาเป็น 5 ปีแทน เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต มีผลให้โครงสร้างของธุรกิจการค้า การบริการและการผลิตเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะภาคการผลิตที่มีบทบาทอย่างมากต่อระบบเศรษฐกิจของไทย โดยมีมูลค่าผลผลิตประมาณ 2 ใน 5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศหรือจีดีพีในแต่ละปี ก่อให้เกิดการจ้างแรงงานถึงประมาณ 5.8 ล้านคน ในขณะที่ภาคธุรกิจการค้าและบริการก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน เพราะมีมูลค่าผลผลิตประมาณ 1 ใน 5 ของจีดีพี มีการจ้างงานประมาณ 10 ล้านคน
     
       'สถิติและสารสนเทศเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานของการประกอบการดังกล่าว จึงมีความจำเป็นสำหรับภาครัฐและเอกชนในการกำหนดนโยบายในการเพิ่มขีดความ สามารถในการแข่งขันในเวทีการค้าโลกอย่างยิ่ง'
     
       ในช่วงปีระหว่างการจัดทำสำมะโน หน่วยงานต่างๆ จะต้องใช้ข้อมูลสำมะโนธุรกิจทางการค้าและธุรกิจทางการบริการ ปี 2545 และสำมะโนอุตสาหกรรม ปี 2550 มาเป็นฐานในการคำนวณ เมื่อเวลาผ่านไป 5 ปีหรือ 10 ปี โครงสร้างด้านเศรษฐกิจ มีการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะภาคการผลิต และการดำเนินธุรกิจการค้าและบริการเพื่อให้ได้ฐานข้อมูลชุดใหม่มาใช้งาน มิฉะนั้นอาจทำให้การประมาณการผิดทิศทาง เกิดความคลาดเคลื่อนสูงและขาดความเชื่อมั่น ในการนำไปจัดทำตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น การจัดทำบัญชีประชาชาติของประเทศ (GDP) ดัชนีอุตสาหกรรมการผลิต ดัชนีราคาผู้ผลิต ดัชนีราคาขายปลีก ตารางปัจจัยการผลิตของประเทศ เป็นต้น
     
       สำหรับการลงพื้นที่ในปี 2555 นี้ ทางสำนักงานฯ ได้แบ่งขั้นตอนการจัดเก็บข้อมูลออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะแรก ระหว่างเดือนมีนาคมถึงสิ้นเดือนมิถุนายน โดยมีเจ้าหน้าที่ในนาม คุณมาดี ที่สวมเสื้อโปโลสีส้มจำนวน 1,500 คน เพื่อลงพื้นที่ สัมภาษณ์ผู้ประกอบการทั่วประเทศจัดทำสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรมเกี่ยวกับ ประเภทของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งทางด้านธุรกิจการค้าไม่ว่าจะค้าปลีกหรือค้า ส่ง ธุรกิจทางการบริการ การผลิต การก่อสร้าง การขนส่งทางบกและสถานที่เก็บสินค้า กิจกรรมด้านข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร และโรงพยาบาลเอกชน ส่วนในระยะที่ 2 ที่จะทำในปี 2555 นั้น จะทำการเก็บรวบรวมข้อมูลรายละเอียด โดยจะสอบถามจากสถานประกอบการเฉพาะที่ดำเนินกิจการเกี่ยวกับการค้าปลีก-ค้า ส่ง การบริการและการผลิต
     
       นายวิบูลย์ทัต กล่าวเพิ่มเติมว่า การ เปลี่ยนแปลงอีกหนึ่งอย่างซึ่งเรียกว่าเป็นมิติใหม่ของการทำสำมะโนก็ว่าได้ นั่นคือ การนำระบบ e - Service และ e - Questionnaire มาใช้ในบางพื้นที่เป็นการนำร่องเพื่อประเมินตามความเหมาะสมของระบบ ไม่ว่าจะเป็นผลดีผลเสีย และความสามารถในการลดขั้นตอน เวลา ค่าใช้จ่าย ข้อผิดพลาด รวมทั้งความสามารถในการประมวลผลเป็นรายวัน หากได้ผลดีก็จะขยายพื้นที่ต่อไป
     
       การนำเทคโนโลยีมาใช้จะทำให้การจัดทำสำมะโนมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้นจากการลงพื้นที่ทำสำมะโนในปีนี้ก็ยังคงมี เหมือนครั้งก่อนๆ คือ บางพื้นที่น้ำท่วม แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาใหญ่เพราะอย่างไรก็ตามยังสามารถดำเนินงานคืบหน้าไปได้ เกือบ 70% แล้ว
     
       'แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นมาก คือ สถานประกอบการบางแห่งยังไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการให้ข้อมูลมากนัก บางแห่งเกรงว่าข้อมูลที่ให้ไปจะเกิดการรั่วไหล จึงขอให้ผู้ประกอบการมั่นใจได้ว่าข้อมูลที่ให้มาจะไม่รั่วไหล ไม่เกี่ยวพันกับข้อกฎหมาย และไม่โยงใยเรื่องภาษี ข้อมูลรายสถานประกอบการจะถูกเก็บเป็นความลับ ไม่มีการนำไปเปิดเผยอย่างแน่นอน เพราะสำนักงานสถิติแห่งชาติจะนำไปประมวลเป็นยอดรวมทางสถิติและเสนอผลใน ภาพรวมเท่านั้น'


ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์

21 เมษายน 2554

13 ฟอนต์แห่งชาติ

ครม.เห็นชอบให้ทุกส่วนราชการเลิกใช้ฟอนต์ต่างชาติ บังคับใช้ 13 ฟอนต์ไทย ในงานราชการ เพื่อป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์

นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบให้หน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยดำเนินการติดตั้งฟอนต์สารบรรณและฟอนต์อื่น ๆ ทั้งหมด จำนวน 13 ฟอนต์ ของสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (สอซช.) หรือ SIPA และกรมทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มเข้าไปในระบบปฏิบัติการ Thai OS (Thai Operating System) และใช้ฟอนต์ดังกล่าวแทนฟอนต์เดิม ตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ โดยให้ติดตั้งและใช้งานให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2553

ทั้งนี้ สืบเนื่องจาก ปัจจุบันส่วนราชการจำนวนมากมีการใช้ฟอนต์ที่หลากหลาย ไม่มีมาตรฐานในเอกสาร-ทางราชการ อีกทั้งยังมีหน่วยงานราชการหลายแห่งใช้มาตรฐานฟอนต์ของบริษัทเอกชนที่ผูกขาดลิขสิทธิ์ เช่น Angsana อาจมีปัญหาเรื่องการฟ้องร้องละเมิดลิขสิทธิ์ได้ด้วยเหตุดังกล่าว จึงได้มีการพัฒนาและมีการประกวดแข่งขันฟอนต์ ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้เกิดการใช้ Open Source Software ที่เป็นซอฟต์แวร์เสรีให้ส่วนราชการไทยประกาศมาตรฐานเอกสารดิจิตัลและรูปแบบของฟอนต์ที่ไม่ขึ้นกับระบบปฏิบัติการและลิขสิทธิ์ของบริษัทใด ๆ เพื่อความภาคภูมิใจในความเป็นชาติและเอกลักษณ์ของความเป็นชาติไทย ซึ่งในขณะนี้มีฟอนต์ที่ส่วนราชการไทยสามารถเป็นเจ้าของและพร้อมแจกจ่ายให้กับผู้ประสงค์จะใช้งานรวม 13 ฟอนต์ ดังนี้
ตัวอย่างฟอนต์ TH SarabunPSK ขนาด 14 pt 18 pt และ 32 pt


20 เมษายน 2554

สำนักงานสถิติแห่งชาติประกาศผลสำมะโน 65.4 ล้านคน

ประชากรประเทศไทยเพิ่มแต่อัตราการเกิดลด กรุงเทพมหานครยังครองแชมป์จังหวัดที่มี
จำนวนประชากรมากที่สุดและมีความหนาแน่นของประชากรสูงสุด

นายวิบูลย์ทัต สุทันธนกิตติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผย ผลเบื้องต้นสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2553 ว่า ประเทศไทยมีจำนวนประชากร ณ วันที่ 1 กันยายน 2553 จำนวน 65.4 ล้านคน เป็นประชากรหญิง 33.3 ล้านคน (ร้อยละ 50.9) และเป็นประชากรชาย 32.1 ล้านคน (ร้อยละ 49.1) ซึ่งมากเป็นลำดับ 4 ของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รองจากประเทศอินโดนีเซีย 240 ล้านคน ฟิลิปปินส์ 92 ล้านคน และเวียดนาม 88 ล้านคน ตามลำดับ


นายวิบูลย์ทัต กล่าวว่า จากการทำสำมะโนประชากรทุก 10 ปี พบว่าประเทศไทยมีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นทุกรอบโดยอัตราการเพิ่มของประชากรแต่ละรอบแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม พบว่า อัตราการเพิ่มของประชากรในประเทศไทยได้ลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2503 เป็นต้นมา คือ อัตราการเพิ่มของประชากรในระหว่างปี 2503-2513 เป็นร้อยละ 2.70 ต่อปี ระหว่างปี 2533-2543 เป็นร้อยละ 1.05 ต่อปี และระหว่างปี 2543-2553 ลดลงเหลือร้อยละ 0.77 ตามลำดับ ซึ่งเป็นผลมาจากประเทศไทยมีอัตราการเกิดที่ลดต่ำล อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

ประเทศไทยมีจำนวนครัวเรือนทั้งสิ้น 20.3 ล้านครัวเรือน โดยมีขนาดครัวเรือนเฉลี่ย 3.2 คน ซึ่งมีขนาดเล็กลงเมื่อเทียบกับสำมะโนประชากรและเคหะ ปี 2543 ซึ่งมีขนาดครัวเรือนเฉลี่ย 3.9 คน ภาคที่มีขนาดครัวเรือนเฉลี่ยใหญ่สุด คือภาคใต้ 3.54 คน รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3.53 คน ภาคเหนือ 3.1 คน ภาคกลาง 3.0 คน และกรุงเทพมหานครมีขนาดครัวเรือนเฉลี่ยเล็กสุด 2.9 คน

ในเรื่องความหนาแน่น ประเทศไทยมีพื้นที่ประมาณ 513,120 ตารางกิโลเมตร มีความหนาแน่นของ
ประชากร โดยเฉลี่ย 127.5 คนต่อ 1 ตารางกิโลเมตร ซึ่งหนาแน่นกว่า 10 ปีที่แล้ว (118.1 คนต่อ 1 ตารางกิโลเมตร) เป็นที่ทราบกันดีว่า ประชากรมีการย้ายถิ่นฐานมาหาแหล่งงานในกรุงเทพมหานคร จังหวัดในปริมณฑล และจังหวัดใหญ่ๆ ที่มีโรงงานอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก จังหวัดที่มีความเจริญ มีสถานศึกษา โรงพยาบาล สถานบริการทางด้านสาธารณสุขการคมนาคมขนส่งสะดวกสบายจะมีประชากรอยู่กันหนาแน่น จึงส่งผลทำให้จังหวัดเหล่านี้มีความหนาแน่นของประชากรเฉลี่ยสูงขึ้น เช่นกรุงเทพมหานคร มีความหนาแน่นของประชากรสูงสุด เพิ่มจาก 4,028.9 คนต่อ 1 ตารางกิโลเมตรในปี
2543 เป็น 5,258.6 คนต่อ 1 ตารางกิโลเมตรในปี 2553 จังหวัดที่มีความหนาแน่นของประชากรโดยเฉลี่ยสูงที่สุด 10 อันดับ คือ กรุงเทพมหานคร รองลงมา คือ จังหวัดนนทบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ภูเก็ต ปทุมธานี สมุทรสงคราม นครปฐม ชลบุรี และพระนครศรีอยุธยา ตามลำดับ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ กล่าว

10 เมษายน 2554

สถจ.สุรินทร์ เดินหน้าเก็บข้อมูลสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม

เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2554 นางธัญชนก  ณ ระนอง สถิติจังหวัดสุรินทร์ และ
"คุณมาดี" ได้ประชาสัมพันธ์ โครงการสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม กับส่วนราชการ
หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ในงาน “สภากาแฟจังหวัดสุรินทร์” 

2 มีนาคม 2554

สนง.สถิติจัดทำ“สำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม” ย้ำความมั่นใจข้อมูลไม่รั่วไหล ไม่โยงใยข้อกม.และภาษี

altสำนักงานสถิติแห่งชาติ เดินหน้าจัดทำ “สำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม    พ.ศ.2555” ส่งคุณมาดีลงพื้นที่สัมภาษณ์เพื่อรวบรวมข้อมูลการดำเนินธุรกิจทางการค้า ธุรกิจทางการบริการ และอุตสาหกรรมการผลิต จากสถานประกอบการทั่วประเทศ  พร้อมขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการให้ข้อมูลถูกต้องครบถ้วน เพื่อเป็นข้อมูลให้ภาครัฐและผู้ประกอบการใช้ในการวางแผนพัฒนประเทศและธุรกิจให้มีศักยภาพ  ตอกย้ำให้ผู้ประกอบการมั่นใจ ข้อมูลไม่รั่วไหล ไม่เกี่ยวพันข้อกฎหมาย ไม่โยงใยเรื่องภาษี ลงพื้นที่ 1 มีนาคม – 30 มิถุนายนนี้

นายวิบูลย์ทัต สุทันธนกิตติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ
กล่าวถึงเหตุผลในการจัดทำ      สำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม ว่า
ในปัจจุบันโครงสร้างทางเศรษฐกิจได้เปลี่ยนไปจากภาคเกษตรกรรมเป็นภาคอุตสาหกรรมการผลิต  การค้าและบริการเป็นหลัก  อุตสาหกรรมการผลิตซึ่งนับเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ    
ที่มีบทบาทอย่างมากต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยในแต่ละปีมีมูลค่าผลผลิตประมาณ 2 ใน 5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) ในขณะที่ธุรกิจทางการค้าและธุรกิจทางการบริการ มีมูลค่าผลผลิตประมาณ 1 ใน 5 ของ GDP ดังนั้นข้อมูลสถิติแลสารสนเทศโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับการประกอบการดังกล่าว จึงมีความสำคัญสำหรับภาครัฐและเอกชนในการกำหนดนโยบายและวางแผนพัฒนาด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม  เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในเวทีการค้าโลก

ด้วยเหตุนี้  สำนักงานสถิติแห่งชาติในฐานะผู้รับผิดชอบในการจัดทำข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญให้แก่ประเทศ จึงได้จัดทำสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรมขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาจัดทำทุกๆ 10 ปี แต่เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ทันสมัยมากขึ้น    จึงได้ปรับเปลี่ยนให้มีการจัดทำทุกๆ 5 ปี โดยเริ่มตั้งแต่การทำสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม พ.ศ.2555 เป็นต้นไป

สำหรับการลงพื้นที่เพื่อสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม พ.ศ.2555  จะดำเนินการระหว่างวันที่ 1 มีนาคม ถึง 30 มิถุนายน 2554 โดยมีเจ้าหน้าที่ในนาม “คุณมาดี” ที่สวมเสื้อโปโลสีส้ม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการจัดทำ   สำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม พ.ศ.2555 ที่มีบุคลิกที่เป็นมิตร สุภาพ ยิ้มแย้มแจ่มใสและเป็นกันเอง จำนวน 1,500 คน ลงพื้นที่สัมภาษณ์ผู้ประกอบการทั่วประเทศ โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลพื้นฐานจะสอบถามจาก สถานประกอบการ...

สถานประกอบการที่ประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งทางด้านธุรกิจการค้า (ค้าปลีก ค้าส่ง) ธุรกิจทางการบริการ การผลิต  การก่อสร้าง  การขนส่งทางบกและสถานที่เก็บสินค้า  กิจกรรมด้านข้อมูลข่าวสารและการสื่อสารและโรงพยาบาลเอกชน ส่วนการเก็บรวบรวมข้อมูลรายละเอียด จะสอบถามจากสถานประกอบการที่ดำเนินกิจการเกี่ยวกับธุรกิจการค้าปลีก-ค้าส่ง การบริการและการผลิต ซึ่งการทำสำมะโนในครั้งนี้สำนักงานสถิติแห่งชาติได้นำร่องโดยการนำระบบ E – Service และ E – Question มาใช้ในบางพื้นที่  เพื่อประเมินถึงผลดีผลเสีย  และหากการดำเนินการโดยวิธีนี้สามารถลดขั้นตอน เวลา ค่าใช้จ่าย ข้อผิดพลาด
และสามารถประมวลผลเป็นรายวันเมื่อจบภาคสนามก็จะขยายพื้นที่ต่อไป

“สำนักงานสถิติแห่งชาติ ขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการให้ข้อมูลที่ครบถ้วนถูกต้อง โดยมั่นใจได้ว่า
ข้อมูลที่ให้มาจะไม่รั่วไหล ไม่เกี่ยวพันข้อกฎหมาย และไม่โยงใยเรื่องภาษี เพื่อที่รัฐจะได้กำหนดแผนนโยบายพัฒนาได้ตรงกับความต้องการ สำหรับผู้ประกอบการสามารถใช้ข้อมูลที่ได้เป็นเครื่องมือวิเคราะห์สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งการวางแผนตัดสินใจเกี่ยวกับการลงทุนขยายกิจการ บริหารและควบคุมการดำเนินกิจการในด้านต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงใช้ข้อมูลเป็นฐานเพื่อเปรียบเทียบผลการดำเนินงานตนกับกิจการอื่น  ในส่วนของนักวิชาการ นักวิจัย และสถาบันการศึกษา สามารถนำไปวิเคราะห์ต่อยอดสร้างนวัตกรรม เพื่อสนับสนุน ส่งเสริม และพัฒนาธุรกิจทางการค้า ธุรกิจทางการบริการ
และอุตสาหกรรมการผลิตที่อยู่ในความสนใจและเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง  และขอให้ท่านผู้ประกอบการมั่นใจว่าข้อมูลของสถานประกอบการจะถูกเก็บเป็นความลับ  ไม่มีการนำไปเปิดเผยเป็นรายกิจการอย่างแน่นอน  สำนักงานสถิติแห่งชาติจะนำไปประมวลเป็นค่าทางสถิติและเสนอผลในภาพรวมเท่านั้น”  นายวิบูลย์ทัตกล่าว

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...