โครงการถวายพระพรออนไลน์เฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา

เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนชาวไทยได้ลงนามถวายพระพรออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ www.welovekingonline.com

ผลการคัดเลือกบุคคลเป็นลูกจ้างชั่วคราว

ผลการคัดเลือกบุคคลเป็นลูกจ้างชั่วคราวปฏิบัติงานโครงการสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม พ.ศ. 2555

โครงการสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม

สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้จัดทำสำมะโนธุรกิจทางการค้าและธุรกิจทางการบริการ และสำมะโน อุตสาหกรรมทุก 10 ปี ตามข้อเสนอแนะขององค์การสหประชาชาติ เพื่อให้ประเทศมีข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญทางด้านธุรกิจทางการค้า ธุรกิจทางการบริการ และอุตสาหกรรมการผลิตมาอย่างต่อเนื่อง

11 กรกฎาคม 2554

สารสถิติประจำเดือนเมษายน- มิถุนายน 2554


เรื่องเด่นในเล่ม

  • ก้าวย่างต่อไปสู่ปี 49
  • สถิติยุคใหม่... ก้าวต่อไปของ สสช
  • อำลาเครื่องคอมพิวเตอร์ เมนเฟรม
  • สถิติน่ารู้
  • แวดวง สสช
  • เสียงจากภูมิภาค
ดาวน์โหลดที่นี่ฟรี!

6 กรกฎาคม 2554

ร้องรัฐเร่งคุมราคาสินค้า

สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ได้สรุปผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับความก้าวหน้าของประเทศ พ.ศ. 2554 เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนที่ต้องการให้ภาครัฐดำเนินการจัดทำความก้าวหน้าของประเทศ รวมทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการกำหนดความก้าวหน้าของประเทศ และเพื่อเป็นข้อมูลให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปประกอบการดำเนินการต่อไป โดยได้สำรวจความคิดเห็นโดยการสุ่มตัวอย่างทั่วประเทศจำนวน 106,620 คน 
    
ทั้งนี้จากการสอบถามแนวทางที่ประชาชนต้องการให้ภาครัฐดำเนินการเรื่องความเจริญก้าวหน้าของประเทศ พบว่าประชาชนต้องการให้เข้ามาควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคมากที่สุดถึง 18.3% รองลงมาคือสร้างความปรองดองสามัคคีในสังคม 16.2% อันดับสามคือ การพัฒนาเศรษฐกิจให้ก้าวหน้าและมั่นคง 14.3 % อันดับสี่คือ พัฒนาด้านการศึกษาให้มีคุณภาพ 14% อันดับห้าคือ การสร้างความยุติธรรมและโปร่งใสในสังคม 13.4%
    
ส่วนที่ประชาชนต้องการน้อยที่สุดคือการส่งเสริมการท่องเที่ยว 0.3% รองลงมาคือการหางานรองรับนักศึกษาที่จบใหม่ 1.1% การพัฒนาเทคโนโลยีให้ก้าวหน้าเท่าเทียมนานาประเทศ 1.7% อันดับสี่คือ การแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ 1.8% และจัดการปัญหาด้านขยะชุมชนและหมู่บ้าน 1.8% 
    
สำหรับผลการสำรวจความเห็นด้านความเจริญก้าวหน้าของประเทศ 5 อันดับแรก พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ถึง 61.6% เห็นว่าเป็นด้านการศึกษาและการเรียนรู้ รองลงมาคือการทำงานและการประกอบอาชีพ 59.8% อีก 57% เห็นว่าเป็นฐานะทางเศรษฐกิจ ด้านสุขภาพมีเพียง 41.7% และที่น้อยที่สุดพบว่าเป็นเรื่องของที่อยู่อาศัยและระบบสาธารณูปโภค 33.1%
    
นอกจากนี้ความเจริญก้าวหน้าของประเทศด้านฐานะเศรษฐกิจใน 5 อันดับแรก พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 76% เห็นว่าประชาชนมีงานทำ ขณะที่ 75.2% เห็นว่าประชาชนมีรายได้มากกว่ารายจ่าย อีก 64.8% เห็นว่ามีภาระหนี้สินครัวเรือนลดลง 56.7% เห็นว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูง ขณะที่มีเพียง 41.5% เท่านั้นที่เห็นว่าค่าครองชีพของตนอยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยเฉพาะประชาชนในภาคเหนือที่เห็นด้วยน้อยที่สุดเพียง 39.8% รองลงมาคือ กท. และใต้ ที่เห็นเท่ากันคือ 40.4% ภาคอีสาน 40.6%
    
รายงานข่าวกล่าวด้วยว่า ส่วนความเจริญก้าวหน้าของประเทศด้านการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ใน 5 อันดับแรกนั้น ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าช่องว่างรายได้ระหว่างคนจนกับคนรวยลดลงจริง 69.3% รองลงมาคือ ความยากจนลดลง 65.8% ส่วนที่เห็นว่าประชาชนทุกกลุ่มได้รับโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน ทรัพยากรและการบริการของภาครัฐที่เหมาะสม มี 55% อีก 51.9% เห็นว่าการปฏิบัติของภาครัฐและสังคมที่มีต่อประชาชนเป็นไปในมาตรฐานเดียวกัน ขณะที่ 48.1% ที่เห็นว่าชุมชนและท้องถิ่นได้รับการจัดให้มีระบบสวัสดิการที่เพียงพอครอบคลุมตั้งแต่เกิดจนตายอย่างเท่าเทียมและเหมาะสม
    
อย่างไรก็ตามยังมีเรื่องความเจริญก้าวหน้าของประเทศด้านความสามัคคีและความสมานฉันท์พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 78.8% ที่เห็นว่าการไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาความขัดแย้งของคนในสังคมตามด้วยความเหลื่อมล้ำของคนในสังคมลดลง


ที่มา: http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=310&contentID=149338

1 กรกฎาคม 2554

แผนแม่บทระบบสถิติประเทศไทย

ประเทศไทยเริ่มมีการดำเนินงานเกี่ยวกับสถิติของประเทศมาประมาณ 100 ปี โดยมีสำนักงานสถิติแห่งชาติ ทำหน้าที่เป็นหน่วยสถิติกลาง ผลิตสถิติในแทบทุกสาขาโดยส่วนใหญ่เป็นสถิติจากการสำรวจ นอกจากนั้นยังมีหน่วยงานภาครัฐจำนวนมากที่ผลิตสถิติจากระบบการรายงาน งานทะเบียน โดยส่วนใหญ่เป็นสถิติที่เกี่ยวข้องกับภารกิจและการดำเนินงานของหน่วยงาน จนถึงปัจจุบันมีการผลิตสถิติในเกือบทุกสาขาโดยหน่วยงานภาครัฐจำนวนมาก แม้ว่าการผลิตสถิติภายใต้ระบบดังกล่าว มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็เป็นการพัฒนาที่ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เป็นการพัฒนาเพื่อตอบสนองประโยชน์ในการใช้งานของแต่ละหน่วยงานซึ่งมีข้อจำกัดด้านบุคลากร งบประมาณ ฯลฯ แตกต่างกันไป ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำด้านมาตรฐานและคุณภาพของงานด้านสถิติ และในบางกรณีก็มีความซ้ำซ้อนและสิ้นเปลืองในการดำเนินงาน

พระราชบัญญัติสถิติ พ.ศ. 2550 ได้กำหนดให้ สำนักงานสถิติแห่งชาติ มีหน้าที่จัดทำแผนแม่บทเกี่ยวกับการดำเนินงานทางสถิติของหน่วยงานภาครัฐ ให้สอดคล้องกับนโยบายและแผนการพัฒนาประเทศ สำนักงานสถิติแห่งชาติ จึงได้ร่วมกับหน่วยงานระดับกระทรวงทุกแห่งจัดทำแผนแม่บทระบบสถิติประเทศไทย โดยเน้นกระบวนการหารือและการมีส่วนร่วมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

จากการวิเคราะห์ลักษณะปัจจัยภายในและภายนอก ( SWOT Analysis) ของระบบสถิติในปัจจุบัน สามารถสรุปเป็นแนวทางในการจัดทำ แผนแม่บทระบบสถิติประเทศไทยได้ดังนี้

  •  ใช้พระราชบัญญัติสถิติ พ.ศ. 2550 สร้างความชัดเจนเชิงนโยบายด้านระบบข้อมูลสถิติของประเทศ
  • ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ในการผลิตและให้บริการ
  • พัฒนาคุณภาพโดยการยกระดับมาตรฐานข้อมูล และพัฒนาประสิทธิภาพโดยการ
    ลดความซ้ำซ้อน และลดภาระงาน
  • สร้างเครือข่ายกับทุกภาคส่วน
  • ส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์ข้อมูลมากขึ้น
  • พัฒนาบุคลากรที่รับผิดชอบงานข้อมูลสถิติ

15 มิถุนายน 2554

เลิกเสียที...บุหรี่ไม่เท่ห์อย่างที่คิด!!!

บุหรี่...มหัตภัยเงียบที่ทุกคนรู้จักดี แม้ทุกคนจะรู้ถึงพิษภัยของการสูบบุหรี่ และองค์การอนามัยโลก ได้ให้ความสำคัญและมีการจัดงานวันงดสูบบุหรี่โลกขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2531 ด้วยเล็งเห็นถึงอันตรายของบุหรี่และสุขภาพของผู้สูบบุหรี่ รวมถึงผู้ได้รับผลกระทบจากควันบุหรี่นั้น แต่จากรายงานขององค์การอนามัยโลก พบว่า ในปัจจุบันประชากรทั่วโลกมากกว่า 5 ล้านคนต่อปี ตายด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ เช่น โรคหัวใจล้มเหลว มะเร็ง และโรคปอด เป็นต้น นอกจากนี้ยังไม่นับรวมถึงการตายจากการได้รับควันบุหรี่มือสองอีก 600,000 คน ซึ่ง 1 ใน 4 นั้นเป็นเด็ก
 
ประเทศไทยเองได้ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้มีการรณรงค์ให้ลด ละ เลิกบุหรี่ รวมถึงกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงผลกระทบต่อสุขภาพ ซึ่งข้อมูลจากการสำรวจอนามัยและสวัสดิการ และการสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่และการดื่มสุราของประชากร ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า การสูบบุหรี่ของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปไม่ว่าจะสูบประจำหรือไม่ก็ตาม มีแนวโน้มดีขึ้นโดยลดลงจากร้อยละ 25.5 ในปี 2544 เหลือร้อยละ 20.7 ในปี 2552 และผู้ชายสูบบุหรี่มากกว่าผู้หญิงกว่า 20 เท่า อย่างไรก็ตามอาจเป็นเพราะผลจากการรณรงค์ที่ผ่านมาทำให้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงมีการสูบบุหรี่ลดลง โดยผู้ชายลดลงจากร้อยละ 48.5 ในปี 2544 เหลือร้อยละ 40.5 ในปี 2552 สำหรับผู้หญิงลดลงจากร้อยละ 2.9 ในปี 2544 เหลือร้อยละ 2.0 ในปี 2552
แม้ว่าการสูบบุหรี่ของประชากรในวัยทำงาน และผู้สูงอายุจะมีแนวโน้มลดลง แต่ยังพบว่า วัยรุ่นซึ่งเป็นกำลังสำคัญของชาติในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า ยังมีแนวโน้มของการสูบบุหรี่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะวัยรุ่นชายที่มีการสูบบุหรี่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจเนื่องมาจากวัยรุ่นเป็นวัยที่มีพฤติกรรมอยากลองอยากรู้ และอาจได้รับอิทธิพลมาจากเพื่อนซึ่งชักชวนกันให้สูบ ประกอบกับการคิดว่าการสูบบุหรี่เป็นสิ่งโก้เก๋อยู่ ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมุ่งมั่นที่จะหาแนวทางการรณรงค์อย่างเข้มข้น และเจาะให้ถึงกลุ่มวัยรุ่นให้ได้ เพื่อให้วัยรุ่นเหล่านี้เข้าใจถึงโทษของบุหรี่ และปรับทัศนคติใหม่ให้ถูกต้องเพื่อป้องกันการเป็นนักสูบหน้าใหม่ ขณะเดียวกันก็เป็นกำลังใจให้ผู้ที่สูบบุหรี่อยู่แล้ว สามารถลด หรือเลิกสูบบุหรี่ได้ในที่สุด

14 มิถุนายน 2554

'สถิติ' ปรับเวลาทำสำมะโนธุรกิจ นำร่องไอทีเก็บข้อมูลก่อนใช้จริง

       สำนักงานสถิติแห่งชาติ ปรับเวลาจัดทำสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรมลงเหลือ 5 ปี อัปเดตข้อมูลธุรกิจเพื่อประโยชน์ของประเทศ ยืนยันข้อมูลไม่รั่วไหล วอนเอกชนร่วมทำงานเพื่อชาติ พร้อมนำร่องใช้ระบบ e - Service และ e - Questionnaire เก็บข้อมูล 
        นายวิบูลย์ทัต สุทันธนกิตติ์ (คนกลาง) ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในฐานะผู้รับผิดชอบการจัดทำสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม กล่าวว่า ปีนี้นับเป็นครั้งแรกที่มีการเปลี่ยนแปลงระยะเวลาในจัดทำสำมะโนธุรกิจและ อุตสาหกรรมจากเดิมที่จัดทำทุกๆ 10 ปี ซึ่งเป็นไปตามข้อเสนอแนะขององค์การสหประชาชาติ มาเป็น 5 ปีแทน เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต มีผลให้โครงสร้างของธุรกิจการค้า การบริการและการผลิตเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะภาคการผลิตที่มีบทบาทอย่างมากต่อระบบเศรษฐกิจของไทย โดยมีมูลค่าผลผลิตประมาณ 2 ใน 5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศหรือจีดีพีในแต่ละปี ก่อให้เกิดการจ้างแรงงานถึงประมาณ 5.8 ล้านคน ในขณะที่ภาคธุรกิจการค้าและบริการก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน เพราะมีมูลค่าผลผลิตประมาณ 1 ใน 5 ของจีดีพี มีการจ้างงานประมาณ 10 ล้านคน
     
       'สถิติและสารสนเทศเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานของการประกอบการดังกล่าว จึงมีความจำเป็นสำหรับภาครัฐและเอกชนในการกำหนดนโยบายในการเพิ่มขีดความ สามารถในการแข่งขันในเวทีการค้าโลกอย่างยิ่ง'
     
       ในช่วงปีระหว่างการจัดทำสำมะโน หน่วยงานต่างๆ จะต้องใช้ข้อมูลสำมะโนธุรกิจทางการค้าและธุรกิจทางการบริการ ปี 2545 และสำมะโนอุตสาหกรรม ปี 2550 มาเป็นฐานในการคำนวณ เมื่อเวลาผ่านไป 5 ปีหรือ 10 ปี โครงสร้างด้านเศรษฐกิจ มีการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะภาคการผลิต และการดำเนินธุรกิจการค้าและบริการเพื่อให้ได้ฐานข้อมูลชุดใหม่มาใช้งาน มิฉะนั้นอาจทำให้การประมาณการผิดทิศทาง เกิดความคลาดเคลื่อนสูงและขาดความเชื่อมั่น ในการนำไปจัดทำตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น การจัดทำบัญชีประชาชาติของประเทศ (GDP) ดัชนีอุตสาหกรรมการผลิต ดัชนีราคาผู้ผลิต ดัชนีราคาขายปลีก ตารางปัจจัยการผลิตของประเทศ เป็นต้น
     
       สำหรับการลงพื้นที่ในปี 2555 นี้ ทางสำนักงานฯ ได้แบ่งขั้นตอนการจัดเก็บข้อมูลออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะแรก ระหว่างเดือนมีนาคมถึงสิ้นเดือนมิถุนายน โดยมีเจ้าหน้าที่ในนาม คุณมาดี ที่สวมเสื้อโปโลสีส้มจำนวน 1,500 คน เพื่อลงพื้นที่ สัมภาษณ์ผู้ประกอบการทั่วประเทศจัดทำสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรมเกี่ยวกับ ประเภทของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งทางด้านธุรกิจการค้าไม่ว่าจะค้าปลีกหรือค้า ส่ง ธุรกิจทางการบริการ การผลิต การก่อสร้าง การขนส่งทางบกและสถานที่เก็บสินค้า กิจกรรมด้านข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร และโรงพยาบาลเอกชน ส่วนในระยะที่ 2 ที่จะทำในปี 2555 นั้น จะทำการเก็บรวบรวมข้อมูลรายละเอียด โดยจะสอบถามจากสถานประกอบการเฉพาะที่ดำเนินกิจการเกี่ยวกับการค้าปลีก-ค้า ส่ง การบริการและการผลิต
     
       นายวิบูลย์ทัต กล่าวเพิ่มเติมว่า การ เปลี่ยนแปลงอีกหนึ่งอย่างซึ่งเรียกว่าเป็นมิติใหม่ของการทำสำมะโนก็ว่าได้ นั่นคือ การนำระบบ e - Service และ e - Questionnaire มาใช้ในบางพื้นที่เป็นการนำร่องเพื่อประเมินตามความเหมาะสมของระบบ ไม่ว่าจะเป็นผลดีผลเสีย และความสามารถในการลดขั้นตอน เวลา ค่าใช้จ่าย ข้อผิดพลาด รวมทั้งความสามารถในการประมวลผลเป็นรายวัน หากได้ผลดีก็จะขยายพื้นที่ต่อไป
     
       การนำเทคโนโลยีมาใช้จะทำให้การจัดทำสำมะโนมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้นจากการลงพื้นที่ทำสำมะโนในปีนี้ก็ยังคงมี เหมือนครั้งก่อนๆ คือ บางพื้นที่น้ำท่วม แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาใหญ่เพราะอย่างไรก็ตามยังสามารถดำเนินงานคืบหน้าไปได้ เกือบ 70% แล้ว
     
       'แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นมาก คือ สถานประกอบการบางแห่งยังไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการให้ข้อมูลมากนัก บางแห่งเกรงว่าข้อมูลที่ให้ไปจะเกิดการรั่วไหล จึงขอให้ผู้ประกอบการมั่นใจได้ว่าข้อมูลที่ให้มาจะไม่รั่วไหล ไม่เกี่ยวพันกับข้อกฎหมาย และไม่โยงใยเรื่องภาษี ข้อมูลรายสถานประกอบการจะถูกเก็บเป็นความลับ ไม่มีการนำไปเปิดเผยอย่างแน่นอน เพราะสำนักงานสถิติแห่งชาติจะนำไปประมวลเป็นยอดรวมทางสถิติและเสนอผลใน ภาพรวมเท่านั้น'


ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...