โครงการถวายพระพรออนไลน์เฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา

เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนชาวไทยได้ลงนามถวายพระพรออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ www.welovekingonline.com

ผลการคัดเลือกบุคคลเป็นลูกจ้างชั่วคราว

ผลการคัดเลือกบุคคลเป็นลูกจ้างชั่วคราวปฏิบัติงานโครงการสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม พ.ศ. 2555

โครงการสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม

สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้จัดทำสำมะโนธุรกิจทางการค้าและธุรกิจทางการบริการ และสำมะโน อุตสาหกรรมทุก 10 ปี ตามข้อเสนอแนะขององค์การสหประชาชาติ เพื่อให้ประเทศมีข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญทางด้านธุรกิจทางการค้า ธุรกิจทางการบริการ และอุตสาหกรรมการผลิตมาอย่างต่อเนื่อง

16 กันยายน 2554

หนี้1.36แสนต่อครัวเรือน'นอกระบบ'หด

สำนักงานสถิติแห่งชาติเปิดผลสำรวจครัวเรือน ครึ่งปี 2554 พบ 57% เป็นหนี้ โดยเฉลี่ย 136,562 บาทต่อครัวเรือน แต่ไม่น่าห่วงเพราะส่วนใหญ่เป็นหนี้ในระบบ รายได้ยังสูงกว่าค่าใช้จ่าย 

รายงานข่าวจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) เปิดเผยถึงผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนช่วง 6 เดือนแรกปี 2554 ว่า ครัวเรือน 56.9% มีหนี้สิน โดยมีจำนวนหนี้สินเฉลี่ย 136,562 บาทต่อครัวเรือน ซึ่งส่วนใหญ่ 74.6% เป็นการก่อหนี้เพื่อใช้ในครัวเรือน คือซื้อบ้าน/ที่ดิน 36.4% ใช้ในการอุปโภคบริโภค 36.1% และหนี้เพื่อใช้ในการศึกษา 2.1% ขณะที่หนี้ใช้ทำการเกษตรจะสูงกว่าใช้ทำธุรกิจถึง 4.5% ซึ่งส่วนใหญ่ครัวเรือนจะเป็นหนี้ในระบบ โดยมีครัวเรือนที่มีหนี้ในระบบอย่างเดียว 87.9% และครัวเรือนที่มีหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ 6.1% สำหรับครัวเรือนที่มีหนี้นอกระบบอย่างเดียวมีเพียง 6.0% และพบว่าจำนวนเงินเฉลี่ยที่เป็นหนี้ในระบบสูงกว่านอกระบบถึง 32 เท่า 

ทั้งนี้ ในส่วนของรายได้ครัวเรือนพบว่า ครัวเรือนทั่วประ เทศมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 23,544 บาท ส่วนใหญ่เป็นรายได้จากการทำงาน 71.9% จากการทำธุรกิจ 20.4% และจากการทำการเกษตร 12.8% ส่วนค่าใช้จ่ายมีเฉลี่ยเดือนละ 17,861 บาท โดยค่าใช้จ่าย 32.8% เป็นค่าอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งในจำนวนนี้มีค่าเครื่องดื่มที่เป็นแอลกอฮอล์ 0.6% รองลงมาเป็นค่าที่อยู่อาศัยและเครื่องใช้ภายในบ้าน 20.8% ใช้เกี่ยวกับการเดินทางและยานพาหนะ 19.1% ใช้ส่วนบุคคล/เครื่องนุ่งห่มและรองเท้า 6.5% ในการสื่อสาร 3.1% เป็นต้น 

เมื่อเปรียบเทียบอัตราการเปลี่ยนแปลงของรายได้ ค่าใช้จ่าย และหนี้สินของครัวเรือนทั่วประเทศ ปี 2552-54 พบว่าเพิ่มขึ้น แต่มีอัตราการเพิ่มที่แตกต่างกัน โดยรายได้มีอัตราการเพิ่มขึ้นมากกว่าค่าใช้จ่าย 6.1% และ 5.0% ต่อปี ทำให้สัดส่วนของค่าใช้จ่ายต่อรายได้ลดลงจาก 77.5% ในปี 2552 เป็น 75.9% ในปี 2554 สำหรับหนี้ของครัวเรือน พบว่าครัวเรือนที่เป็นหนี้มีจำนวนลดลง 3.3% แต่จำนวนเงินที่เป็นหนี้เพิ่มขึ้น 0.7% ส่วนความเหลื่อมล้ำของรายได้มีแนวโน้มลดลง โดยกลุ่มที่มีรายได้สูงสุดลดลง 0.1% ขณะที่กลุ่มที่มีรายได้ต่ำสุดมีส่วนแบ่งของรายได้เพิ่มขึ้น 0.5%

7 กันยายน 2554

มหกรรมข้าวหอมมะลิไทย

กระทรวงพาณิชย์ ร่วม จ.สุรินทร์ กำหนดจัดงาน “มหกรรมข้าวหอมมะลิไทย” 9-10 ก.ย.นี้ พร้อมเชิญเอกอัครราชทูต 31 ประเทศ พร้อมผู้นำเข้า-ส่งออกข้าวหอมมะลิตลาดต่างประเทศ และผู้ประกอบการค้าข้าวในประเทศมาร่วมงานอย่างยิ่งใหญ่ นำร่องครั้งแรกที่ จ.สุรินทร์
      
        นายเสริม ไชยณรงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงาน “ มหกรรมข้าวหอมมะลิไทย E-san Thai Hom Mali Rice Convention : Surin ” มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-10 ก.ย. 2554 นี้ ณ โรงแรมทองธารินทร์ อ.เมือง จ.สุรินทร์
      
       นายเสริม ไชยณรงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ กล่าวว่า จ.สุรินทร์ ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ จัดงานมหกรรมข้าวหอมมะลิไทย ไทย E-san Thai Hom Mali Rice Convention : Surin ขึ้นเพื่อเป็นการเสริมสร้างศักยภาพการตลาดข้าวหอมมะลิไทย ภายใต้โครงการพัฒนาเศรษฐกิจการค้าภายในประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน ปี 2554 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประชาสัมพันธ์สร้างภาพลักษณ์ด้านคุณภาพข้าวและ มาตรฐานข้าวหอมมะลิไทย และเพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดข้าวหอมมะลิไทย โดยได้เชิญเอกอัครราชทูตประเทศ ที่นำเข้าข้าวหอมมะลิไทย จำนวน 31 ประเทศ , ผู้นำเข้าข้าวหอมมะลิในต่างประเทศ , ผู้ส่งออกข้าวไปต่างประเทศ และผู้ประกอบการค้าข้าวในประเทศมาร่วมงานด้วย
      
       ในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจ เช่น การแสดงและจำหน่ายข้าวหอมะลิของทุกจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด และอีก 3 จังหวัดภาคเหนือ คือ เชียงใหม่ เชียงราย และพะเยา นอกจากนั้นยังมีการเจรจาจับคู่ธุรกิจ , การแสดงนิทรรศการ , การแสดง แสง สี เสียง , การจัดเยี่ยมชมการเพาะปลูกในแปลงนา และการแปรรูปข้าวหอมมะลิที่โรงสีข้าว รวมทั้งการจัดเสวนาแนวทางการพัฒนาการผลิตและการตลาดข้าวหอมมะลิไทย ในหัวข้อ “ข้าวหอมมะลิไทยก้าวอย่างไรให้ยั่งยืน” เป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นการจัดงานมหกรรมข้าวหอมมะลิไทยนำร่องในระดับประเทศขึ้นครั้ง แรกที่ จ.สุรินทร์

3 กันยายน 2554

งานผ้าไหมนครชัยบุรินทร์สืบสานตำนานไหมอีสานใต้

จังหวัดสุรินทร์ เชิญเที่ยวงานผ้าไหมนครชัยบุรินทร์สืบสานตำนานไหมอีสานใต้ 7 – 11 กันยายน นี้ ณ บริเวณลานจอดรถ สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จังหวัดสุรินทร์

นายกสิณ นวลโคกสูง พัฒนาการจังหวัดสุรินทร์ เปิดเผยว่า จังหวัดสุรินทร์ กำหนดการจัดแสดงและจำหน่ายผ้าไหมระดับภูมิภาคอาเซียน “ASEAN Silk Heritage” ภายใต้ชื่องาน “ผ้าไหมนครชัยบุรินทร์ สืบสานตำนานไหมอีสานใต้” ระหว่างวันที่ 7 – 11 กันยายน 2554 ณ บริเวณลานจอดรถ สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จังหวัดสุรินทร์ (สวนใหม่ อบจ.) เพื่อยกระดับการพัฒนาศักยภาพทางการตลาดและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับกลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบการไหมในกลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์ ให้เป็นที่รู้จัก รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนากระบวนการผลิตผ้าไหมให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าไหมที่สำคัญในประเทศต่อไป พัฒนาการจังหวัดสุรินทร์ กล่าวว่า ในงานดังกล่าว กลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบการไหมในกลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์ คือ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 มี 4 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ได้นำผลิตภัณฑ์จากไหมร่วมจัดแสดงและจำหน่วยกว่า 100 บูธ เป็นแบบบูธติดแอร์ ภายในบริเวณจัดงาน โดยมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ การจัดนิทรรศการแสดงถึงวัฒนธรรมไหมสุรินทร์ ผ้าไหมในราชสำนัก ผ้าไหมชาติพันธุ์สุรินทร์(เขมร,ลาว,กูย) ผ้าไหมกลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์ วิวัฒนาการไหม และการส่งเสริมภูมิปัญญาผ้าไหมไทย การจัดแสดงวิวัฒนาการไหม และการส่งเสริมภูมิปัญญาผ้าไหมไทยในกลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์ การจัดบูธแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไหมของกลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์ และบูธแสดงและจำหน่ายสินค้า OTOP ประเภทอื่นที่มีชื่อเสียง และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและการแสดงทางศิลปวัฒนธรรมอีสานใต้

28 กรกฎาคม 2554

ปชช.มีความรู้โครงการชุมชนพอเพียง-แนะรัฐเน้น ศก.พอเพียง

นายวิบูลย์ทัต สุทันธนกิตติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เกี่ยวกับโครงการชุมชนพอเพียง พ.ศ.2554 ที่ดำเนินการโดยสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน สำนักงานสำนักปลัดนายกรัฐมนตรี เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วประเทศ ว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 78 ทราบเกี่ยวกับโครงการชุมชนพอเพียง จากสื่อโทรทัศน์มากที่สุด และไม่ทราบข้อมูล ร้อยละ 22 โดยประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทราบเกี่ยวกับโครงการชุมชนพอเพียง มากที่สุดถึงร้อยละ 83.1 รองลงมาเป็นภาคเหนือ ภาคใต้ กรุงเทพมหานคร และภาคกลาง ตามลำดับ
        ขณะที่การใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต พบว่า ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ประโยชน์จากปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาปรับใช้สูงที่สุดในประเทศ ร้อยละ 83.7 และกรุงเทพมหานคร มีการใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงน้อยที่สุด
        ส่วนโครงการที่ประชาชนคัดเลือกเป็นโครงการชุมชนพอเพียงในหมู่บ้าน 3 อันดับแรกคือ การเกษตร การส่งเสริมอาชีพ รายได้ และการสาธารณูปโภค เนื่องจากเห็นว่าให้ประโยชน์ด้านการสร้างงาน สร้างอาชีพมากที่สุด รองลงมา ช่วยให้คุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้น และสร้างความเข้มแข็งของชุมชนให้พึ่งพาตนเองได้
        นอกจากนี้ ยังเสนอแนะให้ภาครัฐดำเนินโครงการชุมชนพอเพียง และนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง พร้อมเร่งประชาสัมพันธ์ข่าวสารเกี่ยวกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้ทั่ว ถึง

19 กรกฎาคม 2554

ยาเสพติดปัญหาหนักอก!

สำนักงานสถิติแห่งชาติ เผย ยาเสพติดกำลังกลายเป็นปัญหาหนักอกหนักใจประชาชนมากที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ว่า ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนด้านการจัดระเบียบสังคม เพื่อเป็นข้อมูลให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้วางแผนดำเนินการและกำหนดมาตรการจัดระเบียบสังคมเพื่อให้สังคมน่าอยู่และคนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ซึ่งพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐบาลแก้ไขปัญหายาเสพติด มากสุดถึง 83.3% รองลงมาคือการทุจริตคอรัปชัน 56.4% อันดับสาม คือ อาชญากรรม 33% ตามด้วยปัญหาอบายมุข เช่น การพนัน หวยใต้ดิน 25.4% และการประพฤติผิดหรือมั่วสุมทางเพศ 25.3%

ส่วนเรื่องที่เห็นว่ารัฐบาลควรดำเนินการ 3 เรื่องแรก คือ การกวดขัน สอดส่อง ควบคุมสถานที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดยาเสพติดของคนในชุมชนหรือหมู่บ้าน 62.3% จัดให้มีสถานที่ออกกำลังกาย 58.1% และการร่วมกันของภาครัฐเพื่อกวดขันสถานที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของยาเสพติด 56.9% สถานที่ที่ประชาชนต้องการให้รัฐเข้าไปดูแลแก้ไขมากที่สุด คือ สถานบันเทิงหรือสถานบริการมีมากถึง 61.6% รองลงมาคือร้านเกมหรือร้านอินเตอร์เน็ต 53.8% แหล่งอบายมุข เช่น สถานที่รับซื้อหวยใต้ดินหรือรับพนันบอล 46% ชุมชนแออัด 30.3% หอพัก บ้านเช่า อพาร์ตเมนต์ 23.8% พื้นที่ของผู้มีอิทธิพล 23% สถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภท 15.4% และโรงแรมหรือรีสอร์ต 5.3% อย่างไรก็ตามประชาชนส่วนใหญ่ 62.4% เห็นว่ารัฐบาลต้องเข้มงวดจัดระเบียบสังคมให้น่าอยู่ มีเพียง 37.5% ที่เห็นว่าทำดีอยู่แล้ว และ 0.1% เห็นว่าเข้มงวดมากเกินไป

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...